
ธ ทรงเป็นต้นแบบการใช้ชีวิต
โดย...พุสดี สิรวัชระเมตตา, ชุติมา สุวรรณเพิ่ม ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน
โดย...พุสดี สิรวัชระเมตตา, ชุติมา สุวรรณเพิ่ม ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน
ในฐานะข้าราชการครูตัวเล็กๆ คนหนึ่งของวิทยาลัยการอาชีพวังไกลกังวล การได้ทำงานถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมากว่า ๓๐ ปี ถือเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจที่หาที่สุดมิได้ในชีวิตของจาตุรันต์ วัฒนประทีป ผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพวังไกลกังวล
จาตุรันต์ วัฒนประทีป บอกว่า นับตั้งแต่เข้ามาปฏิบัติราชการที่โรงเรียนสารพัดช่างวังไกลกังวล ปีพุทธศักราช ๒๕๒๙ เขาได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหลายครั้ง โดยเฉพาะช่วงเสด็จแปรพระราชฐานในช่วงเย็น จะโปรดเกล้าฯ ให้หัวหน้าส่วนราชการเข้าเฝ้าฯ โดยพระองค์จะพระราชทานเลี้ยงให้ข้าราชการได้พบปะพูดคุยปรึกษาข้อราชการไปด้วย เพื่อที่พระองค์จะได้เข้าถึงประชาชน รับทราบปัญหาเดือดร้อนของประชาชนของชุมชน
ในการประชุมนั้น จาตุรันต์ บอกเล่าด้วยความปลาบปลื้มว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นกันเอง ไม่ทรงดุเลย พระองค์จะรับสั่งด้วยถ้อยคำธรรมดา แต่ชวนให้คิดตาม บางครั้งยังทรงมีพระอารมณ์ขันด้วย พระองค์ท่านไม่เคยพูดจาตำหนิใคร เพราะพระองค์ท่านทราบดีว่าทุกคนย่อมเก็บซ่อนด้านไม่ดีของตัวเองเอาไว้ ดังนั้นถ้าต้องการนำเอาความดีที่มีอยู่ในแต่ละบุคคลออกมาใช้ ก็ไม่จำเป็นต้องพูดถึงเรื่องไม่ดีให้ขุ่นข้องหมองใจ ขอแค่ให้ทุกคนทำงานเต็มกำลังความสามารถและเต็มใจที่จะทำงานบริการประชาชน
“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นต้นแบบในการปฏิบัติตน ท่านสอนให้รู้จักเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เข้าใจคือจะต้องเข้าใจตัวเองก่อนจะไปว่าคนอื่น จากนั้นให้เข้าใจผู้อื่น พอทั้งสองฝ่ายเกิดความเข้าใจกันดีก็จะเข้าถึงงานที่จะทำ ก่อให้เกิดความสำเร็จในเบื้องต้น แล้วก็จะสามารถพัฒนาต่อไปได้ในอนาคต”
จวบจนวันนี้ จาตุรันต์ ก้าวขึ้นเป็นผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพวังไกลกังวล ยังคงกล่าวย้ำอย่างหนักแน่นว่า จะขอทำงานรับใช้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอยู่ตรงนี้ตลอดไป
“ผมไม่อยากหนีไปจากพระองค์ท่าน ผมต้องการถวายงานใกล้ชิดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ถึงที่สุด อีกเหตุผลสำคัญคือ พระองค์ท่านไม่เคยทอดทิ้งประชาชน ดังนั้น ผมเป็นเพียงมดงานตัวเล็กๆ ก็จะไม่ขอทอดทิ้งพระองค์เช่นกัน”
หากถามถึงความประทับใจที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จาตุรันต์ บอกว่ามีมากมาย หนึ่งในนั้น คือ พระองค์ทรงงานหลายอย่างเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติโดยที่คนไทยไม่รู้ ยกตัวอย่าง โครงการฝนหลวง พระองค์ท่านทรงให้ทำฝนเทียมทุกวันในช่วงหน้าแล้งเพื่อรักษาป่าต้นน้ำเหนือเขื่อนแก่งกระจาน รวมทั้งในทุกภูมิภาคตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๑๒ เป็นต้นมา เพราะช่วงปลายฝนต้นหนาวดินยังมีความชุ่มชื้นอยู่ แต่พอเข้าหน้าแล้ง ดินขาดน้ำ ไม่มีความชุ่มชื้น รากของต้นไม้ก็ไม่ยึดดิน พอมรสุมนำพายุฝนเข้ามารากต้นไม้ที่ไม่ยึดดินก็ถูกน้ำชะล้างหน้าดินกลายเป็นดินถล่ม โคลนถล่ม ไหลลงไปในแหล่งน้ำลำคลองให้ตื้นเขิน และป่าไม้ก็หมดไป ดังนั้น เพื่อรักษาหน้าดินไว้จึงต้องมีการทำฝนเทียมช่วงหน้าแล้งเพื่อรักษาป่าต้นน้ำ เมื่อมีน้ำก็มีชีวิต มีอาชีพ มีรายได้ และมีความสุข
นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงเป็นตัวอย่างแห่งความวิริยอุตสาหะ ความพยายามเป็นเลิศ ยกตัวอย่างจากเรื่องใกล้ตัว ช่วงที่ทรงศึกษาอยู่ที่เมืองโลซาน สวิตเซอร์แลนด์ พระองค์ไม่มีพระสหายที่เป็นคนไทยแม้แต่คนเดียว ทรงพระอักษรเป็นภาษาอังกฤษ เยอรมัน และฝรั่งเศส แต่เพราะเหตุใดพระองค์ถึงสามารถตรัสและทรงพระอักษรภาษาไทยได้ ทั้งที่ทรงศึกษาอยู่ต่างประเทศถึง ๑๙ ปี นั่นสะท้อนให้เห็นว่า พระองค์ทรงมีพระวิริยอุตสาหะที่จะทรงศึกษาภาษาไทยอย่างแตกฉานจากพระราชมารดา ซึ่งทุกวันจะโปรดให้พระโอรสและพระธิดาสวดมนต์เป็นภาษาบาลี พร้อมคำแปลภาษาไทยทุกวัน
“พระองค์ยังทรงเป็นตัวอย่างเรื่องความพอเพียง เมื่อครั้งทำสระสุวรรณชาติที่วังไกลกังวล ปรากฏว่า เมื่อสุนัขทรงเลี้ยงลงไปว่ายน้ำแล้วขึ้นจากสระไม่ได้ พระองค์รับสั่งให้ผู้ดูแลวังไกลกังวลกับผมขึ้นไปดูบนพระตำหนักให้นำบันไดที่ท่านมีอยู่สองด้านแบ่งลงมาหนึ่งด้านที่สระสุวรรณชาด เพราะพระองค์มีเพียงอันเดียวก็พอใช้ นี่สะท้อนว่าพระองค์ทรงเป็นผู้มีใจแบ่งปัน พอใจและพอเพียงกับสิ่งที่มี ไม่ต้องสิ้นเปลือง"
ทุกวันนี้ จาตุรันต์ กล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่า เขายึดเอาพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ว่า “อย่าหยิบยกเอาความขาดแคลนมาเป็นข้ออ้าง จงทำงานท่ามกลางความขาดแคลนให้บรรลุผลด้วยความตั้งใจและซื่อสัตย์” ไว้ในใจและเป็นหลักในการทำงานเสมอ เพื่อให้ตัวเองมีความอดทนและอุตสาหะที่จะทำงานนั้นให้สำเร็จโดยไม่ท้อถอย
ด้าน พล.อ.สนั่น มะเริงสิทธิ์ ที่ปรึกษาศูนย์ประสานงานโครงการพัฒนาตามพระราชดำริ ได้บรรยายปาฐกถาพิเศษ เรื่อง "โครงการตามพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง" ไว้ในการจัดงานเฉลิมพระเกียรติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี ซึ่งจัดโดยมูลนิธิรัฐบุรุษฯ การบรรยายมีเนื้อหาทำความเข้าใจ “เศรษฐกิจพอเพียง” ได้อย่างถูกต้อง โดย พล.อ.สนั่น อัญเชิญพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานไว้บันทึกของมูลนิธิชัยพัฒนา ว่า “เศรษฐกิจพอเพียง เป็นเสมือนรากฐานของชีวิต รากฐานความมั่นคงของแผ่นดิน เปรียบเสมือนเสาเข็มที่ตรอกรองรับบ้านเรือนตัวอาคารไว้นั่นเอง สิ่งก่อสร้างจะมั่นคงได้ก็อยู่ที่เสาเข็ม แต่คนส่วนมากมองไม่เห็นเสาเข็มและลืมเสาเข็มเสียด้วยซ้ำไป”
หากศึกษาพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นับตั้งแต่พระราชทานแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงครั้งแรกตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๑๖ พระองค์ทรงเน้นย้ำแนวทางการพัฒนาที่อยู่บนพื้นฐานของการพึ่งพาตนเอง ความพอมีพอกิน พอมีพอใช้ การรู้จักความพอประมาณการคำนึงถึงความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ทรงเตือนสติประชาชนคนไทยไม่ให้ตกอยู่ในความประมาท ให้ตระหนักถึงการพัฒนาตามลำดับขั้นตอนที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ตลอดจนให้มีคุณธรรมในการดำรงชีวิต ทรงชี้แนะแนวทางการดำรงชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า ๓๐ ปี ตั้งแต่ก่อนวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อกลางปีพุทธศักราช ๒๕๔๐ และเมื่อภายหลังได้ทรงเน้นย้ำแนวทางแก้ไขเพื่อให้รอดพ้นและสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง และยังยืนภายใต้ความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลกอย่างต่อเนื่อง ดังตัวอย่างสรุปพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสในห้วงเวลาต่างๆ ดังนี้
ปีพุทธศักราช ๒๕๑๖ พระราชทานพระบรมราโชวาท กล่าวถึง “ความพอมี พอกิน พอใช้” เป็นครั้งแรก ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นเมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๑๖
ปีพุทธศักราช ๒๕๑๗ พระราชทานพระบรมราโชวาทกล่าวถึง “ความพออยู่พอกิน” ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ ๑๙ มกราคม และพระราชทานพระราชดำรัสซ้ำอีกครั้งหนึ่งในวันที่ ๔ ธันวาคม ณ ศาลาดุสิดาลัย
หลังปีพุทธศักราช ๒๕๓๕ พระราชทานพระราชดำรัสเกี่ยวกับความพออยู่พอกินเป็นระยะๆ ทรงเตือนสติ เตือนใจคนไทยไม่ให้ฟุ้งเฟ้อใช้จ่ายเกินตัวตามความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้วงที่เศรษฐกิจเฟื่องฟูสูงสุดในปีพุทธศักราช ๒๕๓๘ แต่ไม่มีคนเชื่อฟังมากนัก จนกระทั่งเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการหลังปีพุทธศักราช ๒๕๔๐ คือมีการเปลี่ยนแปลงค่าเงินบาทประเทศไทยต้องประสบภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจรุนแรงสูงสุด ช่วงปลายปีวิกฤต พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชดำรัสกล่าวถึง “เศรษฐกิจพอเพียง” ซ้ำอีกครั้งหนึ่ง ทรงอธิบายเพิ่มเติมว่าให้หมายถึงมีกินมีอยู่ ไม่ฟุ่มเฟือย อาจมีของหรูหราได้ แต่พอ ไม่เบียดเบียนคนอื่น ต้องใช้พอประมาณตามอัตภาพ พูดจาก็พอเพียง ทำอะไรก็พอเพียง ปฏิบัติตนก็พอเพียง
ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๘ ณ ศาลาดุสิดาลัย พระองค์พระราชทานพระราชดำรัสเตือนสติ เตือนใจคนไทยไม่ให้ทะเลาะกัน ให้ทำอะไรที่ดูจะดี คิดให้ดี อย่าเลยเถิด ไม่ให้มีการหัวชนฝา
ตลอดระยะเวลาแห่งการครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอุทิศพระวรกายเหนื่อยยากตรากตรำ ทรงงานหนักที่สุดเพื่อความสุขของอาณาประชาราษฎร์ของพระองค์







