
ความสุขเล็กๆ ที่ลงตัว
ธนา เธียรอัจฉริยะ บอกว่า ช่วงชีวิตที่เจ็บปวด แต่เมื่อย้อนกลับไป มันรู้สึกเจ๋ง คือ ตอนทำงาน บล.เอกธำรง
ธนา เธียรอัจฉริยะ บอกว่า ช่วงชีวิตที่เจ็บปวด แต่เมื่อย้อนกลับไป มันรู้สึกเจ๋ง คือ ตอนทำงาน บล.เอกธำรง เพราะมันทำให้วิธีคิดเขาเปลี่ยนไป
“ตอนนั้นผมเล่นหุ้น พอหุ้นมันขึ้น ยิ่งเล่นยิ่งได้ตังค์เยอะ ก็ไปเอาเงินอาม่า เงินน้อง มาเล่น แล้วหุ้นมันขึ้นไปเยอะมาก แล้วตอนหุ้นมันตกปี 2540 มันหมดเลยนะ เอาเงินอาม่า เงินญาติมาเล่น ทำเขาวอดวายหมดเลย ความรู้สึกตอนนั้นรู้เลยว่าทำไมคนฆ่าตัวตาย แต่ผมไม่ได้เดือดร้อนขนาดนั้น แต่ต้องกินมาม่า 5 ปี กว่าจะคืนเงินทุกคนได้
มองย้อนกลับไปแล้ว ชีวิตช่วงนั้นมีค่ามาก
เพราะในขณะที่บางคนต้องใช้เวลาชั่วชีวิตที่จะขึ้นแล้วก็ลง แล้วมันก็แก่ไปแล้วที่จะกลับตัวใหม่ ผมโดนปีเดียว ก็รู้เลยว่าขึ้นแล้วลงเป็นยังไง
หลังจากนั้น ผมจะรู้แล้วว่า ขึ้นแล้วมีลง วิธีคิดเปลี่ยนเลย ทุกอย่างมีขึ้นต้องมีลง เวลาขึ้นแล้วอย่าเหลิง เพราะขึ้นแล้วหมดได้ ตอนหลังผมเห็นน้องๆ มาเล่นหุ้นเป็นอาชีพ เราเคยเห็นบทเรียนมาแล้วว่าเวลามันหายยังไง เราก็เลยระมัดระวังเรื่องเงินทองมาก ระวังเรื่องความเสี่ยงจากประสบการณ์ครั้งนั้น ผมไม่เล่นหุ้นเลยหลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น เพิ่งกลับมาลงทุนเมื่อไม่นานมานี้
ผมจึงเชื่อเรื่องล้มเหลว เพราะมันเรียนรู้หมดทุกครั้ง ล้มเหลว แล้วเรียนรู้ เป็นวิธีการที่ผมใช้ดำเนินชีวิต”
และเมื่อจังหวะชีวิต ทำให้ได้มาทำงานที่ธนาคารไทยพาณิชย์ ชีวิตเขาก็คลี่คลายไปอีกขั้น เมื่อรู้ว่าความสุขเล็กๆ ที่ตัวเองต้องการนั้นคืออะไร
เริ่มต้นจากเพลงของ ศุ บุญเลี้ยง “อะไรสำคัญกว่า” ที่แต่งตอนน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 อะไรที่สำคัญของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคน คือ พระ บางคนเป็นรูปแต่งงาน บางคนแก้วแหวนเงินทอง บางคนเป็นบ้านด้วยซ้ำ เราจึงได้เห็นข่าว พ่อแม่ไม่ยอมออกจากบ้านที่น้ำท่วม
ธนา ก็เลยเรียงความสำคัญในชีวิตไว้ว่า อันดับแรก คือ ลูกสาว 2 คน ต่อมา คือ สุขภาพ เพราะเคยป่วยถึงขั้นเข้าโรงพยาบาล และสาม ความสุขเล็กๆ น้อยๆ
ข้อสาม ความสุขเล็กๆ น้อยๆ นี่แหละ ที่ ธนา บอกว่า ตอนนั้นยังไม่ชัดเจนว่ามันคืออะไร
พอดีกับที่ลูกสาว 2 คนกำลังโต เขาอยากมีเวลาให้ลูกมากขึ้น จึงรับงานที่มีเวลาให้ลูกมากๆ คือ การเป็นที่ปรึกษาและกรรมการ
“ช่วงหนึ่งของชีวิต 3-4 ปี ผมลองใช้ชีวิต เพราะลูกสาวกำลังโต ก็พยายามรับงานที่มีเวลาเยอะ เช่น งานที่ปรึกษา กับการเป็นกรรมการ ผมเป็นกรรมการอยู่ 4 บริษัท เป็นที่ปรึกษาอยู่ 5-6 ที่ รวมทั้งที่ปรึกษาที่ธนาคารไทยพาณิชย์ด้วย
ทีนี้พอเข้ามาที่ไทยพาณิชย์ มันมีพัฒนาการอันหนึ่งเกิดขึ้น
แรกๆ เราก็เป็นที่ปรึกษาธรรมดา ซึ่งเป็นงานเบามาก ใครอยากมาปรึกษา ก็มาปรึกษา ให้คำปรึกษาไปแล้ว เขาไม่เชื่อก็เรื่องของเขา สบายมั้ย มันสบาย
แต่สำหรับผม พอเป็นที่ปรึกษาได้ 3-4 ปี ก็รู้สึกว่ามันยังไม่ใช่ ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่มีประโยชน์
พอมาที่แบงก์ก็เลยลองเขียนแผนขึ้น แรกๆ เป็นแผนที่ไปเสนอผู้บริหารว่า แบงก์น่าจะมีทีมที่คอยชวนลูกค้าให้สมัคร เอสซีบี อีซี่ ซึ่งแบงก์ก็นำแผนไปทำ ทีนี้ก็เริ่มสนุก มีการเอาไอเดียจากหลักสูตรของสถาบันพัฒนาความคิดสร้างสรรค์เชิงธุรกิจ (ABC) มาทำในไทยพาณิชย์ด้วย เป็นคลาสภายในชื่อ ซีเอดี โดยมีผมเป็นครูใหญ่ ทำร่วมกับฝ่ายทรัพยากรบุคคล (เอชอาร์) เพื่อให้แบงก์มีทีมที่เกิดความคิดสร้างสรรค์ เป็นทีมผู้นำการเปลี่ยนแปลง เป็นคลาสที่ดีมาก ทำให้ผมรู้จักคนแบงก์มากขึ้น
และบทบาทที่เพิ่มขึ้นนี่แหละ ทำให้ผมรู้สึกว่า มันตอบโจทย์ของตัวเอง คือ เรามีประโยชน์
นี่คือสิ่งที่ผมหาคำตอบมานานว่า ไม่ใช่ทำงานหนัก ทำงานเบา แต่จริงๆ แล้วต้องทำงานที่มันมีประโยชน์
พอทำงานที่มีประโยชน์และผู้ใหญ่ที่นี่ให้โอกาส ทำแล้วมีเสียงตอบรับที่ดี พอดีมีกระแสฟินเทค และที่นี่ อาทิตย์ นันทวิทยา กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) และวิชิต สุรพงษ์ชัย ประธานกรรมการบริหาร มีไอเดียจะตั้งบริษัทแยกออกไป ก็เลยมอบหมายให้ผมมาจัดตั้งบริษัทนี้ขึ้น ทำให้ใช้เวลาที่ไทยพาณิชย์มากขึ้น จากอาทิตย์ละวัน เป็น 4 วัน จึงลาออกจากที่ปรึกษาที่อื่นๆ” ธนา บอกว่า เวลานี้เขายังเรียงอะไรสำคัญในชีวิตเหมือนเดิม เพียงแต่ข้อ 3 มันค่อยๆ คลี่คลายออกมา เป็นการค้นพบอย่างช้าระหว่างทำงานอยู่ที่ไทยพาณิชย์ ว่า
ตัวเราต้องมีประโยชน์กับคนอื่น







