
ดิจิทัล เวนเจอร์ส เวอร์ชั่น 4.0
ที่ผ่านมา ชื่อ ธนา เธียรอัจฉริยะ จะโลดแล่นในฐานะนักการตลาด นักปั้นแบรนด์ระดับประเทศ นักบุกเบิกทีวีดาวเทียม
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
ที่ผ่านมา ชื่อ ธนา เธียรอัจฉริยะ จะโลดแล่นในฐานะนักการตลาด นักปั้นแบรนด์ระดับประเทศ นักบุกเบิกทีวีดาวเทียม ไปจนถึงนักการศึกษาที่ใช้แนวคิดใหม่ในการสร้างความคิดสร้างสรรค์ให้กับคนรุ่นใหม่
พลันที่ ธนา มารับตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร บริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส (Digital Ventures) บริษัทลูกของธนาคารไทยพาณิชย์ จึงสร้างความฮือฮาให้กับแวดวงธนาคารพาณิชย์ไม่น้อย เพราะต้องมารับงานในยุคที่แบงก์กำลังเผชิญกับพายุใหญ่อย่างเทคโนโลยีการเงิน หรือฟินเทค ที่กำลังโหมเข้ามาอย่างรวดเร็วและแรงขึ้นเรื่อยๆ
แต่สำหรับ ธนา ถือว่างานนี้เป็นการเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับแบงก์ ในการหาจุดลงตัวของบริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส และช่วยให้แบงก์สามารถปรับตัวไปกับพายุที่เข้ามา ไม่ว่าจะเป็น ฟินเทค ที่เข้ามาเจาะธุรกิจแบงก์ ด้วยความรวดเร็วในการโอนเงิน การกู้ยืมเงิน หรือล่าสุด รีฟินน์ ที่เป็นฟินเทคให้บริการข้อมูลการรีไฟแนนซ์สินเชื่อซื้อบ้านที่เปิดตัวเมื่อไม่นานมานี้
นอกจากนี้ ระบบแบงก์ยังต้องเผชิญกับ เทคฟิน อย่างไลน์ที่มี 32 ล้านราย แชตกันอยู่ดีๆ อีกวันก็มาทำไลน์เพย์ พวกนี้ไม่ใช่สตาร์ทอัพที่ค่อยๆ โต แต่เป็นพวกที่มีลูกค้าดิจิทัลอยู่ในมือจำนวนมากแล้วเขาก็พลิกมาทำการเงินเลย ซึ่งผมว่าอันนี้สำคัญ อย่างอเมซอนเดิมขายหนังสือ เดี๋ยวนี้ขายอะไรก็ไม่รู้แล้ว ทำให้แบงก์ต้องเผชิญกับคู่แข่ง อย่างธุรกิจที่มีฐานลูกค้าดิจิทัลเยอะจำนวนมากอีกด้วย
และไม่เฉพาะแบงก์เท่านั้นที่ต้องปรับตัว แต่ทุกธุรกิจกำลังเผชิญกับสิ่งเหล่านี้ และในอัตราที่เร่งขึ้น เพราะจะมีสตาร์ทอัพเข้ามาคอยเจาะตลอดเวลา
สำหรับธนาคารพาณิชย์นั้น ธนา บอกว่า การปรับตัวรับมือกับสิ่งเหล่านี้ อยู่ที่ 3 คำ คือแบงก์ต้อง เร็วกว่า ถูกกว่า และดีกว่า (Faster Cheaper และ Better) ถ้าแบงก์ปรับไปสู่ 3 อันนี้ได้ แบงก์ก็อยู่ได้
สำหรับธนาคารไทยพาณิชย์นั้น ผู้บริหารแบงก์ วิชิต สุรพงษ์ชัย ประธานกรรมการ มีวิสัยทัศน์นี้มานานแล้ว และได้ทดลองทำมาหลายโมเดล รวมถึงการทดลองที่จะปรับตัวเข้าสู่ 3 คำนั้นภายในแบงก์ด้วย แต่เนื่องจากการทำงานแบงก์ไม่เหมาะกับการสร้างนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ เพราะแบงก์มีหน้าที่ต้องรักษาผลประโยชน์ของประชาชนผู้ฝากเงินจึงเสี่ยงไม่ได้ และแบงก์ก็ไม่ควรเปลี่ยนหลักการนี้ด้วย
จึงมีการเปลี่ยนรูปแบบการทดลอง ด้วยการแยกออกมาตั้งบริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส เหมือนเปลี่ยนสูตรปุ๋ยดูว่า ใส่แล้วต้นไม้จะเจริญงอกงามดีมั้ย ถ้างอกงามดี ก็จะเป็นอีกทางหนึ่งของแบงก์
ธนา บอกว่า การตั้งบริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส แยกออกไปเพื่อไปส่องโลกดูว่า อะไรที่จะส่งผลกระทบต่อแบงก์ แล้วรีบเอามาใช้ก่อน ทั้งในรูปการลงทุนร่วมกับเจ้าของนวัตกรรม ทั้งการที่แบงก์ผลิตเอง ทั้งการที่แบงก์เอามาปรับใช้ เพื่อให้เกิด Faster Cheaper และ Better
ธนาเริ่มงานที่ ดิจิทัล เวนเจอร์ส เมื่อเดือน พ.ค. 2559 ขณะนี้ผ่านมาได้ 5 เดือนแล้ว และเริ่มลงตัวแล้วดิจิทัล เวนเจอร์สต้องทำอะไร
“ตอนแรกที่เข้ามาทำ แบงก์ไม่ได้ให้โจทย์ชัดๆ ว่า ต้องการให้ทำอะไร แบงก์บอกก็เพราะไม่รู้ ถึงได้ตั้งดิจิทัล เวนเจอร์สขึ้นมา และคุณ (หมายถึงธนา) ต้องมาบอกแบงก์ว่าไปเจออะไร วิธีนี้ทำให้เรามีประสบการณ์ร่วมกันกับแบงก์ มีการพูดคุยกันไปมาระหว่างดิจิทัล เวนเจอร์ส กับแบงก์ตลอเวลา
จนตอนนี้มาลงตัวที่ ดิจิทัล เวนเจอร์ส เวอร์ชั่น 4.0
คือเรารู้แล้วว่าแบงก์ต้องการอะไร แบงก์ไม่ได้ต้องการอยากจะรวย เพราะแบงก์มีกำไร 5 หมื่นล้านบาท ขณะที่ดิจิทัล เวนเจอร์ส ไปลงทุนอย่างมากก็ได้สัก 100 ล้านบาท แค่นี้ไม่ได้ช่วยอะไรแบงก์
แต่แบงก์ต้องการ หนึ่ง คือเทคโนโลยี ต้องการไอเดีย ดังนั้น การลงทุนของดิจิทัล เวนเจอร์สก็ต้องไม่ลงทุนเฉพาะเงินอย่างเดียว แต่ต้องไปลงทุนเฉพาะบริษัทที่มีบริการหรือเทคโนโลยีที่แบงก์ใช้ได้เท่านั้น และเราก็ใช้ความสัมพันธ์ เช่น เข้าถือหุ้นนิดหน่อย
สอง ดิจิทัล เวนเจอร์สจะช่วยสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ด้วยการตั้งโรงเรียน เพื่อสร้างสตาร์ทอัพของไทยให้แข็งแรง เพราะแม้ว่าเงินร่วมลงทุนส่วนใหญ่ของดิจิทัล เวนเจอร์ส จะเน้นการลงทุนในต่างประเทศ แต่สตาร์ทอัพของไทย บริษัทยังเล็กและต้องการช่วยเหลือเยอะ เพราะระบบอีโคซิสเต็มยังไม่ค่อยดี เราควรเข้าไปมีส่วนร่วมในสตาร์ทอัพไทยด้วย
โรงเรียนนี้จะเปิดเดือน พ.ย.นี้ โดยที่ผ่านมาได้คัดสตาร์ทอัพไว้ 10 ทีม จาก 100 กว่าทีม เป็นสตาร์ทอัพที่เริ่มมีรายได้แล้วและเก่งระดับหนึ่ง แต่สตาร์ทอัพพวกนี้จะงงเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) งงเรื่องกฎหมาย การหารายได้ ระบบภาษี การหาลูกค้า เราก็หาลูกค้าแบงก์ให้ แล้วสอนเขา ให้เขามาอยู่กับเรา 6 เดือน และเราให้ทุน โรงเรียนแบบนี้ในต่างประเทศจะบังคับขอหุ้น แต่เราไม่ เพราะแบงก์ไม่ได้ต้องการรวย ดังนั้นเมื่อเขาจบแล้ว ถ้าตกลงกันได้ เราก็จะขอลงทุน แต่ถ้าไม่ได้ ก็ไม่บังคับ ถือว่าเป็นการช่วยสร้างคอมมูนิตี้ สร้างอีโคซิสเต็ม สร้างสตาร์ทอัพไทยให้แข็งแรง
รูปแบบนี้ไม่เฉพาะแบงก์ที่ทำ แต่ปีหน้าเราจะเป็นบริษัทใหญ่ในไทยมาหนุนช่วยสตาร์ทอัพมากขึ้น เช่น เอดดูเทค พร็อพเพอร์ตี้เทค เป็นต้น ช่วยให้ระบบนิเวศไทยแข็งแรง เพราะสตาร์ทอัพไทยเราขาดเงินทุน แต่เงินไม่ใช่ประเด็นหลัก ขึ้นอยู่กับโปรเจกต์มากกว่า และเขาขาดประสบการณ์กับความรู้ด้านอื่นๆ เช่น ลูกค้า กฎหมาย ภาษี
ส่วนที่สาม คือการตั้งแล็บ เพื่อเอาไอเดียต่างๆ ที่มีอยู่มาทำ และตอนนี้เริ่มมีหน่วยงานรีเสิร์ชด้านฟินเทคขึ้นมา เหมือนแบงก์มีหน่วยวิจัยด้านเศรษฐกิจ เพื่อหาข้อมูลด้านฟินเทคให้แบงก์
นอกจากนี้ ดิจิทัล เวนเจอร์สจะต้องมีการทำประชาสัมพันธ์มากขึ้น เพื่อให้คนในวงการเห็นว่า เรามีกิจกรรมต่างๆ มีความรู้ เป็นการสร้างภาพลักษณ์ให้กับแบงก์ในการดึงคนรุ่นใหม่ ทั้งสตาร์ทอัพ และคนมาทำงานกับแบงก์ด้วย ไม่อย่างนั้นแบงก์จะดึงคนรุ่นใหม่ได้ยาก
ตอนนี้ถือว่าดิจิทัล เวนเจอร์สมีทิศทางการทำงานที่ชัดเจนขึ้น เป็นทิศทางที่ทำประโยชน์ให้กับแบงก์ อันนี้เป็นเวอร์ชั่น 4.0 ที่เริ่มลงตัวขึ้น
ส่วนเวอร์ชั่น 5 ผมคิดว่าเป็นเรื่องของหุ้นส่วนพันธมิตร (Partnership) เพราะสิ่งที่เราทำนั้น ทำให้ได้ความรู้ใหม่เข้ามาเรื่อยๆ และลูกค้าแบงก์บริษัทใหญ่มาดูงานแล้วก็จะมาชวนเราทำโน่น ทำนี่ ทำให้มีโมเดลพาร์ตเนอร์ชิปมากขึ้น
แม้ว่าระบบธนาคารพาณิชย์จะถูกฟินเทค หรือเทคฟิน รุกคืบเข้ามามากขึ้น แต่ ธนา เชื่อว่า ธุรกิจหลักของแบงก์ไทยจะยังอยู่ แต่บริการที่จะได้รับผลกระทบคือ การโอนเงิน ทั้งโอนข้ามประเทศ โอนในประเทศ ขณะที่ปี ค.ศ. 2020 คนเจนวายจะมีจำนวนเป็นครึ่งหนึ่งของคนทำงานทั่วโลก ทำให้ธุรกรรมการเงินจะไปอยู่บนมือถือเป็นหลัก
ขณะที่ธุรกิจหลักของธนาคารอย่างรับเงินฝาก ปล่อยสินเชื่อยังมีอยู่ ระบบธนาคารยังมีอยู่ แต่ธนาคารที่ปรับตัวช้าจะค่อยๆ เล็กลง และการปรับตัวเร็วช้าไม่ได้ขึ้นกับขนาดของธนาคาร หรือขนาดของธุรกิจ แต่อยู่ที่ วิธีคิด (Mindset) อยู่ที่วัฒนธรรมองค์กรมากกว่า
นอกจากนี้ ธนา ยังบอกว่า จังหวะนี้เป็นจังหวะที่ดีของแบงก์ไทย เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงในขณะที่ยังมีกำไรดี หรือไม่เกิดวิกฤตในระบบแบงก์
“ผมชอบสภาพนี้ของระบบแบงก์ในปัจจุบันมาก เพราะแบงก์ยังมีกำไรอยู่เยอะ แต่เขาได้เห็นความเสี่ยงแล้ว ทำให้แบงก์ต้องพยายามปรับตัวเร็วกว่าภาคธุรกิจอื่น เพราะมีแต่คนพูดถึงฟินเทค ขณะที่แบงก์มีสถานะทางการเงินที่มั่นคงมาก
จุดนี้ผมถือว่าเป็นจุดที่สวยงามมาก เพราะแบงก์ยังมีกำลังและเห็นคลื่นมาแล้ว จึงรีบปรับตัว ดีกว่าเห็นคลื่นแล้ว แต่ทุนน้อย หรือทุนเยอะแต่ไม่เห็นคลื่น
และยิ่งแบงก์ปรับตัวได้เร็ว โอกาสเพลี่ยงพล้ำก็จะน้อยลง แม้ว่าเราจะไม่รู้ว่าโลกข้างหน้าจะต้องเจอกับอะไร แต่ก็ลดความเสี่ยงลงได้”
นี่คือการปรับปรุงขนาดใหญ่ของธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นการปรับตัวล้ำหน้า โดยไม่รอใคร







