
มาเลเซียสนใจลงทุนรับเบอร์ซิตี้
กนอ.โรดโชว์มาเลเซีย เอกชนตอบรับลงทุนโครงการรับเบอร์ซิตี้เพิ่มจากเดิม มีนักลงทุนเข้ามาแล้ว 50 ราย มูลค่าลงทุน 5,000 ล้านบาท
โพสต์ทูเดย์ - กนอ.โรดโชว์มาเลเซีย เอกชนตอบรับลงทุนโครงการรับเบอร์ซิตี้เพิ่มจากเดิม มีนักลงทุนเข้ามาแล้ว 50 ราย มูลค่าลงทุน 5,000 ล้านบาท
นายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการการนิคมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า นักลงทุนมาเลเซีย ต่างให้การตอบรับดีกับการลงทุนในไทย ภายหลังกระทรวงอุตสาหกรรมและ กนอ.ได้เดินทาง
มาโรดโชว์การพัฒนาพื้นที่ นิคมอุตสาหกรรมยางพารา หรือ รับเบอร์ซิตี้ จ.สงขลา ระหว่างวันที่ 13-14 ต.ค. 2559 ที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้ภาคเอกชนมาเลเซีย กลุ่มอุตสาหกรรมยาง เข้ามาลงทุนในรับเบอร์ซิตี้ของไทย โดยนักลงทุนจะได้รับสิทธิพิเศษต่างๆ จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) อย่างเต็มที่ ซึ่งมีนักลงทุนมาเลเซียเข้ามารับฟังจำนวน 53 ราย
นอกจากนี้ กนอ.ยังได้ชี้แจงเหตุการณ์ในประเทศไทยให้นักลงทุนต่างชาติทราบ โดยนักลงทุนไม่ได้ตื่นตระหนกและกังวล แต่รู้สึกโศกเศร้ากับเรื่องนี้ โดยนโยบายของภาครัฐบาลได้เน้นย้ำจะเดินหน้าโครงการตามที่ประกาศไว้ ทั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ การลงทุนในคลัสเตอร์ต่างๆ และการลงทุนในเขตระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) รวมถึงมีโครงการความร่วมมือประชารัฐของรัฐและเอกชน เพื่อส่งเสริมการลงทุน
สำหรับโครงการรับเบอร์ซิตี้ ที่ได้เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปลายปี 2558 คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในระยะแรก (เฟส 1) ช่วงเดือน ก.ค. 2560 และจะแล้วเสร็จทั้งหมด ในปี 2561 โดยในขณะนี้มีภาคเอกชนขนาดใหญ่เข้ามาลงทุนแล้ว 2 ราย เป็นผู้ผลิตหมอนยางพารา 1 แห่งจากนักลงทุนมาเลเซีย และเป็นโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก จากนักลงทุนประเทศไทยและญี่ปุ่นร่วมทุนกัน 1 แห่ง อีกทั้งมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอี จำนวน 10 ราย ซึ่งจะอยู่ในพื้นที่โรงงานสำเร็จรูป และได้เข้ามาจัดตั้งในพื้นที่แล้ว 3 ราย อีก 7 รายกำลังก่อสร้าง
อย่างไรก็ตาม ประเมินว่า เมื่อโครงการแล้วเสร็จจะมีเอกชนกลุ่มยาง เข้ามาจัดตั้งจำนวน 50 ราย มูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 5,000 ล้านบาท ซึ่งจะมีความต้องการใช้ยางพาราจำนวน 2 แสนราย/ปี รวมทั้งหากมีอุตสาหกรรมยางกลุ่มกลางน้ำเข้ามาลงทุน จะมีความต้องการใช้ยางสูงขึ้นเป็น 3 แสนตัน/ปี ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ยางมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 2-3 เท่าตัว จากจำนวนยางในประเทศไทยที่ผลิตทั้งหมด 4.5 ล้านตัน
นายวีรพงศ์ กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการลงทุนอีอีซีว่า ในขณะนี้มีพื้นที่เพื่อรองรับการเข้ามาลงทุนของภาคเอกชนจำนวน 1.5 หมื่นไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ของหน่วยงานภาครัฐ รวมถึง กนอ. ที่จัดหาไว้ 1.5 หมื่นไร่ รวมแล้วมีพื้นที่รองรับโครงการอีอีซี รวม 3 หมื่นไร่ ในะระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า โดยภาครัฐประเมินเบื้องต้นจะมีภาคเอกชนเข้ามาลงทุนเป็นเวลา 5 ปี วงเงินประมาณ 5 แสนบาท
“โครงการรับเบอร์ซิตี้พัฒนาได้เร็วกว่าแผนที่กำหนดไว้ โดยเฉพาะการปรับพื้นที่เพื่อรองรับโรงงานอุตสาหกรรม การพัฒนาระบบสาธารณูปโภค โลจิสติกส์ การเชื่อมโยงแหล่งวัตถุดิบ ทั้งในและนอกประเทศ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวมีศักยภาพเป็นศูนย์กลางการผลิต และส่งออกผลิตภัณฑ์ยางในอาเซียนได้” นายวีรพงศ์ กล่าว
นายโชคดี แก้วแสง รองเลขาธิการ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า นักลงทุนจากมาเลเซีย มีความสำคัญกับไทย ซึ่งที่ผ่านมาระหว่างปี 2549-2559 มีมาเลเซีย เข้ามาลงทุนจำนวน 35 โครงการ มูลค่าการลงทุนประมาณ 4,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 11% ของนักลงทุนอุตสาหกรรมยางในต่างประเทศ







