
เฟดชี้ชะตาราคาทองคำ โค้งสุดท้ายปลายปี
โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์
โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์
ในปี 2559 ราคาทองคำมีความผันผวนมาก ราคาเคยลงไปต่ำสุดบาทละ 18,200 บาท ในช่วงเดือน ม.ค. และปรับตัวสูงสุด 22,800 บาท เมื่อเดือน ก.ค. หรือเพิ่มขึ้น 25% เมื่อเทียบกับปี 2558 ที่ราคาทองต่ำสุด 17,900 บาท และราคาสูงสุดอยู่ที่ 20,150 บาท ขึ้นอยู่กับจังหวะการเข้าซื้อและขาย
หากดูทิศทางราคาทองย้อนหลัง 3 ปี ตั้งแต่ปี 2556 ถึง ต.ค. 2559 ราคาทองคำเคยสูงสุดที่ 24,350 บาท และต่ำสุดที่ 17,500 บาท
สำหรับเดือน ต.ค.นี้ ราคาทองคำที่สูงสุดอยู่ที่บาทละ 21,650 บาท ราคาต่ำสุด 20,750 บาท ปรับตัวลดลง 800 บาท ทำให้นักลงทุนมีความกังวลว่าไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ก่อนจะไปเริ่มต้นกันใหม่ในปีหน้า ทิศทางราคาทองคำจะเป็นอย่างไร
ปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดราคาทองคำสำคัญๆ ที่จะต้องจับตา คือ ค่าเงินเหรียญสหรัฐ โดยทั่วไปราคาทองคำจะเพิ่มขึ้น เมื่อค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลง เพราะมีการซื้อทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงในมูลค่าของเงินเหรียญสหรัฐ นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเรื่องอัตราเงินเฟ้อ โดยราคาทองคำมักจะเพิ่มขึ้นเมื่ออัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น เพราะทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราเงินเฟ้อที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งยังมีความเสี่ยงทางการเมืองระหว่างประเทศและระบบการเงินอีกด้วย
นอกจากนี้ ราคาทองคำจะเพิ่มขึ้นตามกลไกตลาด คือเมื่อมีความต้องการซื้อเพิ่มขึ้นมากกว่าปริมาณที่มีในตลาด ราคาทองก็จะขยับตาม สุดท้าย คือ ค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับค่าเงินเหรียญสหรัฐ โดยราคาทองคำในประเทศไทยจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเงินบาทอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับค่าเงินเหรียญสหรัฐ เนื่องจากประเทศไทยไม่สามารถผลิตทองคำได้เอง จึงต้องนำเข้าทองคำจากต่างประเทศที่ใช้เงินสกุลเหรียญสหรัฐเป็นสกุลเงินอ้างอิงในการซื้อขาย
อย่างไรก็ตาม ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2559 ปัจจัยที่จะต้องจับตาว่าจะมีผลกระทบต่อราคาทองคำจะประกอบด้วย ประเด็นแรก ต้องจับตาการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เกี่ยวกับการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายการเงินในช่วงเดือน พ.ย. และเดือน ธ.ค.นี้ ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมต้นเดือน พ.ย.นี้ หรือภายในเดือน ธ.ค. ส่งผลให้เกิดเงินลงทุนย้ายออกจากทองคำ ซึ่งประเมินว่าทำให้ราคาทองคำจะปรับตัวลดลงอีก
การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐก็มีผลสำคัญกับทิศทางราคาทองเช่นกัน แค่ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่จัดทำโดยสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น ชี้ว่า ฮิลลารี คลินตัน ผู้ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐจากพรรคเดโมแครต สามารถคว้าชัยชนะเหนือ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐจากพรรครีพับลิกัน ในการโต้วาทีรอบที่ 2 เมื่อวันที่ 10 ต.ค.ที่ผ่านมา นักวิเคราะห์ก็มองว่าส่งผลให้เงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น ราคาทองคำจึงปรับสวนลงมาเล็กน้อย และยังประเมินว่าถ้าฮิลลารีชนะเลือกตั้ง ค่าเงินเหรียญสหรัฐจะแข็งค่าขึ้น ยิ่งทำให้ราคาทองคำมีโอกาสปรับตัวลดลง
อีกประเด็นที่สำคัญคือ ความต้องการซื้อ (ดีมานด์) และความต้องการขาย (ซัพพลาย) ทองในตลาดโลก โดยเฉพาะดีมานด์จากผู้บริโภคในจีนและอินเดีย ที่แม้จะมีความวิตกว่าเศรษฐกิจสองประเทศชะลอตัว แต่ก็มีโอกาสที่ราคาทองอาจพุ่งขึ้นก่อนฉลองตรุษจีนในปีหน้า และเทศกาลดิวาลีในอินเดีย ประมาณเดือน ต.ค. หรือ พ.ย.ของทุกๆ ปี และแม้ว่าดีมานด์ทองในอินเดียจะลดลงจากความต้องการลงทุนในหุ้นมากกว่าทองคำ แต่ภาวะดังกล่าวก็อาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว
รวมไปถึงความต้องการซื้อทองคำของกองทุน SPDR ซึ่งเป็นแรงสำคัญที่มีผลต่อทิศทางราคาทองคำ โดยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมากองทุนทองคำ SPDR ไม่มียอดซื้อหรือขายสุทธิ ทำให้ยอดการถือครองทองคำคงอยู่ที่ระดับ 958.90 ตัน
สอดคล้องกับมุมมองของ นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานเอ็มทีเอสโกลด์แม่ทองสุก ว่า ราคาทองคำในขณะนี้เชื่อว่าจะยังคงผันผวนจากปัจจัยเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะการเตรียมปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟด อาจทำให้ราคาทองคำในช่วงนี้ปรับตัวลดลง แต่ชื่อว่าราคาทองคำในประเทศคงไม่หลุดต่ำกว่าบาทละ 20,000 บาท
ด้าน บุญเลิศ สิริภัทรวณิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่ม บริษัท ออสสิริส กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาราคาทองคำปรับตัวลดลงจากปัจจัยที่ตลาดมองว่าสหรัฐจะขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลให้ทองคำที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยได้รับแรงกดดันและถูกเทขายออกในที่สุด รวมทั้งยังเป็นผลกระทบจากปัจจัยทางเทคนิคด้วย เห็นได้จากราคาที่หลุดจากกรอบแนวรับ ทำให้ราคาปรับตัวลดลงค่อนข้างแรง และช่วงนี้ยังมีปัจจัยบวกเสริม เช่น ไม่มีแรงซื้อของกองทุนทองคำขนาดใหญ่ อย่าง SPDR เข้ามาทำให้ไม่มีอะไรเข้ามาผลักดันราคา
ด้าน ธนรัชต์ พสวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส กล่าวว่า สาเหตุที่ราคาทองปรับตัวลดลง เนื่องจากนักลงทุนกังวลการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) หลังจากสัญญาณเศรษฐกิจมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ซึ่งประธานเฟดสาขาต่างๆ ก็ออกมาสนับสนุนว่าเฟดควรปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อทำให้เงินเฟ้ออยู่ภายใต้การควบคุม
ประเด็นหลักที่ทำให้ราคาทองปรับตัวลดลง คือเรื่องของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดในเดือน ธ.ค.นี้ ที่เริ่มมีทิศทางชัดเจนขึ้น ทำให้นักลงทุนเกิดความกังวลในการลงทุนทองคำ ขณะที่เงินดอลลาร์สหรัฐเริ่มแข็งค่าขึ้นด้วย จึงทำให้ราคาทองคำปรับตัวลดลงลึกไป
ก่อนหน้านี้ศูนย์วิจัยทองคำสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำในระยะ 3 เดือนข้างหน้า มีมุมมองปรับตัวลดลง 2.31 จุด มาอยู่ที่ระดับ 49.28 จุด สะท้อนความไม่แน่ใจในการฟื้นตัวของราคาทองคำในระยะกลาง โดยปัจจัยกดดันที่สำคัญคือความวิตกเรื่องการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ
ศูนย์วิจัยทองคำยังสำรวจกรอบราคาทองคำในช่วงครึ่งหลังของปีจากผู้ประกอบการรายใหญ่ และตัวแทนซื้อขายอนุพันธ์ที่มีความเกี่ยวข้องกับทองคำ 5 ราย พบว่าราคาทองคำในตลาดโลกเฉลี่ยครึ่งหลังประมาณ 1,114 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ค่าเฉลี่ยสูงสุด 1,250 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ค่าเฉลี่ยต่ำสุด 974 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ กรอบค่าเงินบาทค่าเฉลี่ยครึ่งปีหลัง 34.82 บาท/เหรียญสหรัฐ ค่าเฉลี่ยสูงสุด 35.94 บาท/เหรียญสหรัฐ ค่าเฉลี่ยต่ำสุด 33.78 บาท/เหรียญสหรัฐ ส่วนราคาทองคำในประเทศค่าเฉลี่ยราคาครึ่งหลังปี 2558 เท่ากับ 18,373 บาท/บาททองคำ เฉลี่ยสูงสุดบาทละ 20,652 บาท เฉลี่ยต่ำสุดบาทละ 16,218 บาท
เมื่อราคาทองคำยังผันผวนสุดจะคาดเดา การลงทุนในทองคำระยะต่อไปก็ต้องระมัดระวัง







