
‘ไทย’กับความเป็นผู้นำ ด้านความมั่นคงอาหารในภูมิภาค
โดย...ชาญพิทยา ฉิมพาลี
โดย...ชาญพิทยา ฉิมพาลี
ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับพิบัติทางธรรมชาติที่นับวันจะเกิดขึ้นบ่อยครั้งและทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้นานาประเทศต้องเร่งหามาตรการทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับภัยทางธรรมชาติที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
การจัดตั้ง “องค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม (ASEAN Plus Three Emergency Rice Reserve) หรือ แอปเทอร์” ก็เป็นหนึ่งในความพยายามของ 13 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย ประกอบไปด้วย กลุ่มประเทศในอาเซียน 10 ประเทศ และประเทศบวกสาม ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ที่ผนึกกำลังกันเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารในยามที่เกิดภัยพิบัติฉุกเฉินทางธรรมชาติ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะการขาดแคลนอาหารในภูมิภาค ด้วยการทำสัญญาซื้อขายข้าวล่วงหน้าระหว่างประเทศสมาชิกและการบริจาคข้าวเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ รวมถึงการให้ความช่วยเหลือในด้านมนุษยธรรมอื่นๆ
ทั้งนี้ ข้าวสำรองฉุกเฉินภายใต้กลไกความช่วยเหลือของแอปเทอร์แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ ข้าวสำรองในรูปสัญญา (Earmarked Reserve) เป็นข้าวสำรองฉุกเฉินของอาเซียน (ASEAN Emergency Rice Reserve: AERR) ภายใต้ข้อตกลงการสำรองอาหารเพื่อความมั่นคงแห่งภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Food Security Reserve: AFSR) ที่ทำไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 2522 มีจำนวนทั้งสิ้น 8.7 หมื่นตัน โดยประเทศไทยสัญญาสำรองไว้ 1.5 หมื่นตัน และข้าวสำรองฉุกเฉินของประเทศบวกสามอีก 7 แสนตัน ดังนั้น ข้าวสำรองในรูปสัญญาของแอปเทอร์มีจำนวนทั้งสิ้น 7.87 แสนตัน ซึ่งแนวทางดำเนินงานจะให้ประเทศสมาชิกจับคู่ทำสัญญาซื้อขายข้าวล่วงหน้าในราคาที่เหมาะสม รวดเร็ว ทันต่อการช่วยเหลือ ทั้งนี้ขึ้นกับข้อตกลงระหว่างคู่สัญญา
และอีกประเภทคือข้าวสำรองจริง (Stockpiled Reserve) เป็นข้าวที่มีอยู่จริงหรือสำรองเป็นเงินสด ซึ่งแอปเทอร์ได้รับการบริจาคจากประเทศสมาชิกเพื่อนำไปช่วยเหลือประเทศที่ประสบภัยพิบัติฉุกเฉินทางธรรมชาติรุนแรง หรือช่วยเหลือขจัดความยากจนและอดอยากหิวโหยแก่ประชาชนในภูมิภาคอาเซียนบวกสาม
ที่ผ่านมา แอปเทอร์ได้นำข้าวที่ได้รับบริจาคจากประเทศสมาชิกไปช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์น้ำท่วมที่ประเทศลาว ภัยแล้งในประเทศกัมพูชา ไต้ฝุ่นโบพาและ
ไห่เยี่ยนถล่มประเทศฟิลิปปินส์ หรือแม้แต่เหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ เมื่อ พ.ศ. 2554 โดยคิดเป็นปริมาณแล้วรวมทั้งสิ้นกว่า 1 หมื่นตัน สำหรับประเทศผู้บริจาคหลักของแอปเทอร์ ได้แก่ ประเทศไทย ญี่ปุ่น จีนและมาเลเซีย
ทั้งนี้ อาจจะกล่าวได้ว่าเกือบสี่ทศวรรษในความพยายามสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารในเกิดขึ้นในภูมิภาค นับตั้งแต่การจัดตั้งกลไกการสำรองข้าวฉุกเฉินแห่งอาเซียน หรือ AERR ใน พ.ศ. 2522 การดำเนินโครงการนำร่องเพื่อระบบการสำรองข้าวในเอเชียตะวันออก (East Asia Emergency Rice Reserve: EAERR) ในระหว่าง พ.ศ. 2547-2553 ก่อนที่จะนำมาสู่การจัดตั้งแอปเทอร์ให้เป็นองค์กรถาวรตามความตกลงการสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม ซึ่งลงนามรับรองโดยรัฐมนตรีีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้กับรัฐมนตรีของจีน ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2554 ณ ประเทศอินโดนีเซียนั้น ประเทศไทยถือได้ว่ามีบทบาทสำคัญยิ่งในการผลักดันและสนับสนุนความร่วมมือด้านความมั่นคงอาหารดังกล่าวให้เกิดขึ้นในภูมิภาค
ไม่เพียงแต่จะบริจาคข้าวปริมาณกว่าห้าพันตันผ่านทางแอปเทอร์เพื่อไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจากไต้ฝุ่นไห่เยี่ยนและภัยธรรมชาติอื่นๆ ที่เกิดขึ้นที่ประเทศฟิลิปปินส์แล้ว ประเทศไทยในฐานะประเทศเจ้าภาพของการจัดตั้งสำนักเลขานุการแอปเทอร์ ยังได้ให้การสนับสนุนด้านบุคลากรและสถานที่ตั้งของสำนักเลขานุการแอปเทอร์ ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อีกทั้ง ยังได้มีการออกพระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานของสำนักเลขานุการแอปเทอร์ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 6 ส.ค. 2559 ส่งผลให้สำนักเลขานุการแอปเทอร์มีสถานะเป็นนิติบุคคล และได้รับเอกสิทธิ์และคุ้มครองภายใต้กฎหมายไทย
การที่ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกของแอปเทอร์นั้น นอกเหนือจากการแสดงออกถึงความมีน้ำใจและมิตรไมตรีจิตที่พร้อมจะให้การช่วยเหลือเพื่อนบ้านด้านความมั่นคงทางอาหารในฐานะเป็นประเทศผู้ผลิตข้าวและส่งออกรายใหญ่ของโลกแล้ว ประเทศไทยยังได้รับประโยชน์จากการได้รับโควตาข้าวเพื่อส่งออกจำหน่ายในตลาดอาเซียนบวกสามเพิ่มขึ้นปีละ 1.5 หมื่นตัน ซึ่งอนาคตจะมีการเพิ่มปริมาณสำรองให้มากขึ้น และอาจมีการเชื่อมโยงกับมาตรการด้านการตลาดข้าวของรัฐ เพื่อนำข้าวเปลือกจากเกษตรกรโดยตรงเข้ามาเก็บสำรองไว้ ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการได้รับราคาที่เป็นธรรมจากการขายข้าวเปลือก และช่วยดูดซับปริมาณอุปทานข้าวเปลือกในช่วงต้นฤดูเก็บเกี่ยวได้บางส่วน ซึ่งจะทำให้เกิดผลกระทบที่นำไปสู่ราคาข้าวเปลือกโดยทั่วไปที่สูงขึ้น เกิดประโยชน์แก่เกษตรกรผู้ผลิตข้าวในที่สุด







