posttoday
โลกเสี่ยงถล่มส่งออก

โลกเสี่ยงถล่มส่งออก

04 ตุลาคม 2559

นพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) หรือสภาผู้ส่งออก เปิดเผยว่า แม้การส่งออกในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา จะขยายตัวได้ดีที่ 6.5% และเมื่อหักรายการพิเศษที่มีการนำรายการส่งออกกลุ่มยานยนต์เดือน ก.ค.บางส่วนรวมในเดือนนี้ด้วยแล้วยังขยายตัว 4.5% แต่สภาผู้ส่งออกยังได้คงประมาณการส่งออกปีนี้ที่ลบ 2% เพราะ์เศรษฐกิจโลกยังไม่แน่นอน แต่หาก 4 เดือนที่เหลือของปี 2559 การส่งออกมีมูลค่าเท่ากับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา การส่งออกจะติดลบเพียง 0.8% ซึ่งใกล้กับประมาณการของกระทรวงพาณิชย์ที่คาดส่งออกปีนี้จะติดลบไม่เกิน 1%

นพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) หรือสภาผู้ส่งออก เปิดเผยว่า แม้การส่งออกในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา จะขยายตัวได้ดีที่ 6.5% และเมื่อหักรายการพิเศษที่มีการนำรายการส่งออกกลุ่มยานยนต์เดือน ก.ค.บางส่วนรวมในเดือนนี้ด้วยแล้วยังขยายตัว 4.5% แต่สภาผู้ส่งออกยังได้คงประมาณการส่งออกปีนี้ที่ลบ 2% เพราะ์เศรษฐกิจโลกยังไม่แน่นอน แต่หาก 4 เดือนที่เหลือของปี 2559 การส่งออกมีมูลค่าเท่ากับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา การส่งออกจะติดลบเพียง 0.8% ซึ่งใกล้กับประมาณการของกระทรวงพาณิชย์ที่คาดส่งออกปีนี้จะติดลบไม่เกิน 1%

ทั้งนี้ ปัจจัยในตลาดโลกยังมีหลายปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม ล่าสุดกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้ห่วงเศรษฐกิจโลกปีนี้และระยะต่อไป 5 ประการ ได้แก่ 1.ปัญหาภายในของยุโรป ได้แก่ กรณีการแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (อียู) ของสหราชอาณาจักร หรือเบร็กซิต ที่ล่าสุดนายกรัฐมนตรียอมรับว่า เศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรจะเริ่มปรับตัวลดลงในปีหน้าเป็นต้นไป กรณีที่ในเดือน พ.ย.-ธ.ค.นี้ จะลงประชามติประเด็นร่างรัฐธรรมนูญในอิตาลี ก็เกิดความกังวลว่าจะมีการทำประชามติ รวมไปถึงประเด็นการออกจากอียู และกรณีที่ดอยช์แบงก์ซึ่งเป็นธนาคารขนาดใหญ่ที่สุดของยุโรปกำลังมีปัญหา ก่อความกังวลจะลุกลามไปธนาคารอื่นในยุโรป

ประการที่ 2 ความปกติในรูปแบบใหม่ หรือ New Normal ของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะการเติบโตอัตราต่ำ ล่าสุด องค์การการค้าโลก ปรับลดประมาณการเติบโตการค้าโลกปีนี้เหลือ 2.8% เหลือ 1.7% เหลือต่ำที่สุดนับแต่เกิดวิกฤตการณ์การเงินล่าสุด และยังได้ปรับลดการเติบโตปี 2560 ลงจาก 3.6% เหลือ 1.8-3.1%

ประการที่ 3 กรณีที่ธนาคารกลางประเทศต่างๆ หมดกระสุนที่จะทำนโยบายแล้ว แต่เศรษฐกิจของประเทศหลักๆ ยังไม่ดีขึ้น และยังไม่เห็นมาตรการใหม่ๆ ที่เข้ามาแก้ปัญหา ประการที่ 4 มาตรการกีดกันการค้าที่เพิ่มสูงขึ้น เน้นปกป้องเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญให้การค้าโลกลดลง และสุดท้าย 5 การที่หนี้เศรษฐกิจหลักๆ ทั้งสหรัฐ ญี่ปุ่น ยุโรป ยังมีหนี้สาธารณะระดับสูง

นพพร กล่าวว่า ในส่วนของเศรษฐกิจไทยยังมีหลายประเด็นที่จะเป็นแรงกดดันการเติบโต ได้แก่ การที่ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลในระดับสูงซึ่งเกิดจากการนำเข้าสินค้าทุนที่ลดลง สะท้อนการผลิตและการส่งออกที่จะลดลงในระยะต่อไป ส่วนเอกชนยังไม่ลงทุน นั่นเพราะเอกชนยังมองไม่เห็นความต้องการของตลาดที่ชัด จึงเห็นว่าแทนที่จะไปกระตุ้นให้เกิดสตาร์ทอัพ คิดว่ารัฐบาลควรไปกระตุ้นให้ผู้ประกอบการรายใหญ่โดยเฉพาะกลุ่มที่ไปอยู่ในคณะประชารัฐลงทุนนำไปก่อน เพราะกลุ่มนั้นมีทุนสูงมีความสามารถในการลงทุนด้านนวัตกรรม

วัลลภ วิตนากร รองประธาน สภาผู้ส่งออก กล่าวว่า เป็นห่วงว่าการส่งออก ในเดือน ก.ย. และต.ค.นี้ จะไม่สามารถบวกได้ต่อเนื่องจากเดือน ส.ค. เพราะได้หารือกับผู้ผลิตกลุ่มยานยนต์มาแล้ว ซึ่งได้ข้อมูลมาว่าคำสั่งซื้อเดือน ก.ย.และต.ค. ลดลงมากเทียบกับเดือน ส.ค. และกลุ่มยานยนต์มีน้ำหนักสูงในการส่งออกรวม ซึ่งคาดส่งออกปีนี้น่าจะติดลบ 2% หรือดีที่สุดคือลบ 1.25-1.5% 

ทั้งนี้ ในส่วนของเศรษฐกิจไทยในภาพรวมนั้นมองว่าเครื่องยนต์ขับเคลื่อนหลักยังเป็นการลงทุนภาครัฐและการท่องเที่ยว ซึ่ง 2 ส่วนนี้ดันให้จีดีพีครึ่งปีแรกโต 3.4% โดยเฉพาะการเบิกจ่ายงบประมาณรัฐบาลทำได้ดีเบิกได้ 95% ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่น่ากังวลว่าทั้งสองส่วนจะยังถูกขับเคลื่อนได้เต็มที่หรือไม่ในช่วงที่เหลือของปีนี้ โดยเฉพาะไตรมาสสุดท้ายของปีปฏิทินเป็นช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณที่ปกติจะเบิกจ่ายไม่สูง ขณะที่การท่องเที่ยวอาจถูกกระทบจากมาตรการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญ ล่าสุดยอดจองโรงแรมบางแห่งลด 40%

“ถ้ารัฐบาลเห็นประเด็นตรงนี้และปิดจุดอ่อนไตรมาสสุดท้ายน่าจะโตต่อเนื่องและทำให้ทั้งปีขยายตัวได้ 3.2-3.3%” วัลลภ กล่าว

ข่าวล่าสุด

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้