
เปิดพื้นที่ทางความคิด
เดือน ต.ค. 2559 ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจสำหรับการแก้ปัญหาความไม่สงบชายแดนภาคใต้
เดือน ต.ค. 2559 ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจสำหรับการแก้ปัญหาความไม่สงบชายแดนภาคใต้ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงหัวหน้าส่วนราชการสำคัญทั้งแม่ทัพภาคที่ 4 ซึ่งจะทำหน้าที่ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ภาค 4 คุมการแก้ปัญหาทั้งหมด เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) คนใหม่ นโยบายใหม่ โดยการถอนทหารจากกองทัพภาคต่างๆ กลับที่ตั้ง โดยคงไว้แต่กำลังจากกองทัพภาคที่ 4 ซึ่งทั้งหมดนี้จะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ “คณะผู้แทนพิเศษของคณะกรรมการขับเคลื่อนแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้” หรือเรียกกันว่า ครม.ส่วนหน้า โดยมี พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม เป็นประธาน
การตั้ง ครม.ส่วนหน้าว่าไปแล้วก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ ช่วงปี 2552-2554 รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เคยแต่งตั้ง “คณะกรรมการรัฐมนตรีพัฒนาพื้นที่พิเศษ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้” มีนายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย ในขณะนั้นเป็นแกนหลักสำคัญ
หรือก่อนหน้านั้นในปี 2547 พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคงในขณะนั้น ก็เคยเสนอมาแล้วเพื่อสร้างเอกภาพระหว่างหน่วยงานต่างๆ แต่ก็ไม่เป็นที่ยอมรับ เพิ่งจะเริ่มจริงจังครั้งแรกสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์
จุดที่น่าพิจารณาคือ นโยบาย ครม.ชายแดนใต้ยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ เน้นหนักไปที่งานด้านการพัฒนา แต่นโยบายของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับรวมศูนย์งานด้านการรักษาความสงบและการพัฒนาเข้าไว้ด้วยกัน
มองในแง่หนึ่งอาจเป็นการสร้างเอกภาพ ให้งานด้านการทหารและการพัฒนาเดินร่วมไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อเป้าหมายความสงบสุข
ปัญหาเอกภาพในการทำงานร่วมกันของหน่วยงานต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ถูกหยิบยกมาพูดถึงโดยตลอด หลายหน่วยต้องมาทำงานด้วยกัน ต่างฝ่ายต้องรอรับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาของตัวเอง การตั้งรัฐมนตรี เพื่อควบคุมตัดสินใจให้การทำงานยืดหยุ่นคล่องตัว จึงเป็นสิ่งที่พูดกันมาตลอด
หลังการรัฐประหารในปี 2557 กองทัพมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ ภายใต้โครงสร้าง กอ.รมน. แม้แต้ ศอ.บต.ก็ยังถูกลดทอนบทบาท ซึ่งเห็นได้จากการยุบเลิกสภาที่ปรึกษา ศอ.บต. ซึ่งเป็นตัวแทนจากภาคส่วนต่างๆ
ที่สำคัญกระบวนการพูดคุยกับกลุ่มผู้เห็นต่าง ซึ่งที่ผ่านมา ศอ.บต.เป็นผู้ประสานงานในพื้นที่ แต่หลังการรัฐประหารก็มีการเปลี่ยนแปลงหลายด้าน นอกจากคณะตัวแทนฝ่ายไทยแล้ว การประสานงานในพื้นที่โดย ศอ.บต.ก็ถูกลดบทบาทลง
ทิศทางการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ครั้งใหม่นี้ โจทย์อาจไม่ใช่เอกภาพเช่นในอดีต แต่อาจเป็นการเปิดกว้างสำหรับการต่อสู้ทางแนวคิด มาตรการทางทหารยังดำเนินต่อไป การพัฒนาเพื่อคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ก็เริ่มจริงจัง รัฐบาลอาจมั่นใจนโยบายที่จะเอาชนะใจคนส่วนใหญ่ แต่ก็ยังไม่เห็นช่องทางสำหรับผู้เห็นต่างส่วนน้อยที่เลือกใช้แนวทางรุนแรง
กระบวนการต่อสู้ด้วยสันติวิธีที่มีหลายฝ่ายเริ่มต้น โดยเฉพาะในประเด็นทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ถูกขัดขวางด้วยข้ออ้างขัดต่อความสงบเรียบร้อยตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือ คสช. กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขก็ไม่มีความคืบหน้ามากนัก พื้นที่ปลอดภัยซึ่งคุยกันมากว่า 3 ปี ก็ยังไม่เกิดขึ้นจริง ขณะที่ความรุนแรงก็ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในโอกาสของการตั้ง ครม.ส่วนหน้า หากงานการทหารและการพัฒนาเดินหน้าด้วยกันอย่างมีเอกภาพ อีกสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลควรต้องหาทางดำเนินการตามมาคือ การเปิดพื้นที่ทางความคิด สำหรับแนวทางการต่อสู้ด้วยสันติวิธีจะเป็นความหวังของการลดความรุนแรงอย่างแท้จริง







