posttoday
เมื่อสมรภูมิรบทางเศรษฐกิจเปลี่ยน

เมื่อสมรภูมิรบทางเศรษฐกิจเปลี่ยน

30 กันยายน 2559

โดย...ณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาล

โดย...ณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาล

ผู้อ่านท่านหนึ่งได้วิจารณ์งานเขียน 2 ครั้งหลังอย่างมากเป็นการส่วนตัว ยินดีรับฟังความคิดที่ต่างออกไป เพราะสุดท้ายแล้วจุดหมายในการพยายามสื่อให้สังคมทราบคือเป้าหมายเดียวกันคือการต้องการพยายามลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่าย และต้องใช้เวลาอย่างต่อเนื่อง นโยบายที่มั่นคง ที่สำคัญที่สุดคือ มุมมองของผู้บริหารระดับสูง ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล องค์กรขนาดใหญ่ของเอกชน ผู้กำกับกฎหมาย ตลาดเงิน ตลาดทุน ต้องเห็นปัญหาหนึ่งร่วมกันว่า ประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมสูง ไม่เป็นผลดีต่อใครทั้งหมดในระยะยาว และกฎหมายต้องคำนึงถึงกฎแห่งความเป็นธรรม

บางท่านมองเรื่องกฎหมายว่าช่วยได้ บางท่านมองเรื่องการกระตุ้นให้ธุรกิจขนาดใหญ่ที่เป็นมหาชนสร้างขบวนการเอื้อเฟื้อต่อสังคมที่เรียกว่า Corporate Social Responsibility (CSR) มีหลายหลากขบวนการและกลุ่มบุคคลจำนวนมากเห็นปัญหานี้ร่วมกัน แต่การที่จะลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะมีผลกระทบรุนแรงมากต่อความมั่นคงทางสังคมนั้น ทำแบบกระจัดกระจายมีผลน้อยมาก เรายังขาดแกนหลักที่มีพลังสูงในการมุ่งสู่การแก้ปัญหานี้ นั่นคือเหตุผลหลักที่ผู้เขียนชอบใจในนโยบายของรัฐบาลนี้ หนึ่งในนั้นคือการลดความเหลื่อมล้ำ เพราะรัฐบาลทุกรัฐบาลที่ผ่านมามุ่งการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ มุ่งการสร้างมาตรฐานสากล ซึ่งมีคนจำนวนเล็กน้อยเท่านั้นที่สามารถได้ประโยชน์จากแนวทางเหล่านี้ แต่คนส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกดึงเข้าสู่วงจรการเดินทาง ยกเว้นต้องมีกฎหมายไล่บังคับ

การใช้กฎหมายนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายที่เกี่ยวกับการค้าการลงทุน เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ไม่เหมือนกฎหมายอื่น การค้าการลงทุนโดยพื้นฐานเกิดจากการมีตลาดแลกเปลี่ยน (Market Place)  มีผู้ต้องการสินค้า (Demand) มีผู้ผลิตสินค้า (Supply) จึงมีตลาด และเมื่อตลาดพัฒนามากขึ้นก็ซับซ้อนขึ้น มีตลาดหลัก (Real Sector Market) และมีตลาดรอง (Secondary Market) เช่น ตลาดทุน ตลาดล่วงหน้าต่างๆ นานา ส่วนตลาดเงิน (Money Market) คือตลาดที่เป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงหลักของทุกตลาด

ปัญหาของประเทศไทยที่ผ่านมา คือ เรามีการพัฒนาอย่างมากในตลาดรอง เนื่องจากเรามีคนที่มีความรู้ความสามารถอยู่ในตลาดนี้มาก และเป็นคนจำนวนน้อยที่จะได้หรือเสียประโยชน์ แต่นโยบายเศรษฐกิจประเทศให้น้ำหนักตลาดเหล่านี้สูงกว่าตลาดหลักมานาน ตลาดหลักของไทยหากเข้าไปดูในหลายๆ ส่วน จะพบว่ามีการพัฒนาน้อยมากในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา ง่ายที่สุดคือเกษตรกรรม ซึ่งในความเป็นจริงหากดูภาพรวมในแง่เม็ดเงินทั้งประเทศ และอัตราการพัฒนาของประเทศในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา วันนี้ตลาดหลักของไทยควรอยู่ในจุดที่ดีกว่านี้มากเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ขณะนี้ดูเหมือนว่าเราอยู่ในจุดที่แข่งขันลำบากแล้วด้วยต้นทุนที่ต่างกันมากด้านแรงงานและเทคโนโลยี ในขณะที่ตลาดรองของประเทศกลับพัฒนาจนเรียกได้ว่าเข้าสู่มาตรฐานสากลได้อย่างไม่อายใคร ทำไมเราไม่นำสิ่งนี้คืนสู่ตลาดหลักให้มากกว่านี้?

คนไทย 95% อยู่ในตลาดหลัก ใช้ชีวิต มีสังคมอยู่ที่ตลาดหลัก การพัฒนาแต่ตลาดรองไม่ได้ช่วยยกระดับประเทศทั้งประเทศ แต่กลับจะกลายเป็นทำให้ประเทศมีสังคม 2 สังคมซ้อนกันอยู่ คือสังคมหลักซึ่งคนส่วนใหญ่อยู่ และสังคมรองซึ่งคนส่วนน้อยอยู่ แต่สังคมรองกลับมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจและทิศทางนโยบายมากกว่าสังคมหลัก จึงเคยมีนักวิชาการท่านหนึ่ง ขออภัยจำชื่อท่านไม่ได้ บอกว่า คนต่างจังหวัดตั้งรัฐบาล คนกรุงเทพฯ ล้มรัฐบาล ผู้เขียนเองอยู่ผ่านการรัฐประหาร 3 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2535 จนถึงครั้งนี้ อยู่ในช่วงที่ประเทศมีการเลือกตั้งบ่อยที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย จนได้ข้อสรุปข้อหนึ่งว่า หากจะทำให้ประเทศเดินหน้าทางเศรษฐกิจได้อย่างมั่นคงจริง ต่อเนื่อง ซึ่งขอย้ำว่าความต่อเนื่องสำคัญมากต่อการจะพัฒนาอะไรสักอย่าง เราต้องลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจก่อน จากนั้นความเหลื่อมล้ำทางสังคมจะลดลง หากสถานภาพทางเศรษฐกิจและความเป็นธรรมเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจของคนส่วนใหญ่ใกล้เคียงกัน การเมืองจะไม่มีผลอะไร และจะไม่มีความรุนแรงแบบเดิม

เมื่อเกิดสิ่งต่างๆ เหล่านี้ขึ้นเป็นวงจรแล้ว เศรษฐกิจของประเทศก็จะกลับขึ้นมาอย่างยิ่งใหญ่ สังคมที่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจหมายความว่า สังคมที่คนตัวใหญ่ คนตัวเล็กสามารถอยู่ร่วมกันได้ในต้นทุนพื้นฐานที่ไม่ต่างกันนัก หมายถึงสังคมที่คนมีมากต้องจ่ายภาษีมาก คนมีน้อยต้องจ่ายน้อย และคนไม่มีต้องได้รับการดูแลในระดับพื้นฐานที่ดี สังคมเช่นนี้จะสร้างระบบเศรษฐกิจที่ความขัดแย้งต่ำ มีช่องทางให้แต่ละฝ่ายดำเนินธุรกิจได้อย่างไม่ต้องมีกรอบว่าต้องไปทางใดทางหนึ่งเท่านั้น

นี่ไม่ใช่ฝันหรืออุดมการณ์ที่จับต้องไม่ได้ เพราะเทคโนโลยีด้านอินเทอร์เน็ตนี่ละ จะมาแก้ปัญหาที่ไม่เคยมีใครแก้ได้ หากผู้บริหารทุกระดับมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน เห็นปัญหาเดียวกัน สร้างระบบเศรษฐกิจ กฎหมายที่มองความเป็นธรรมและความเหลื่อมล้ำทางสังคมด้วย เพราะโครงสร้างออนไลน์ให้โอกาสคนแบบที่ไม่เคยให้โอกาสมาก่อน ตามความสามารถตามกำลัง และใครก็หยุดสิ่งนี้ไม่ได้ ปัญหาคือภาครัฐเข้าใจและจะเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างไร เข้าไปเกี่ยวมากก็ผิดธรรมชาติของเทคโนโลยี

หากทำได้ดี จะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนระบบเศรษฐกิจประเทศที่เอาชนะกันด้วยการอิงนโยบายรัฐเป็นหลัก กลายเป็นอิงความสามารถคนส่วนใหญ่ รัฐบาลจะสร้างยักษ์เล็กๆ  1 แสนราย หรือจะสร้างยักษ์ใหญ่ 10 ราย แล้วบอกว่าเศรษฐกิจเจริญ แล้วยักษ์ 10 รายนั้นเป็นยักษ์ไทยหรือยักษ์มาจากที่ไหน และไกลไปอีกรัฐบาลจะสร้างผู้ผลิตในภาคเศรษฐกิจจริง หรือจะสร้างนักลงทุนที่ไม่ได้ผลิต แต่สร้างผลตอบแทนได้ในตลาดรอง เขาเหล่านั้นไม่ผิดต้องขอยืนยัน นักลงทุนและตลาดเงินมีความสำคัญมาก แต่สมดุลอยู่ตรงไหน นี่ต่างหากคือคำถามที่ไม่เคยมีรัฐบาลไหนเคยตอบได้ ยกเว้นรัฐบาลนี้ เพียงแต่ว่าจะทำได้หรือไม่ ลุ้น

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน