
เดินหน้ารถไฟไทย
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เดินทางไปตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) พร้อมสั่งให้ประสานกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) จัดทำแผนยุทธศาสตร์รถไฟระยะ 10 ปี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการหารายได้ ลดผลขาดทุน และนำที่ดินมาใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เดินทางไปตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) พร้อมสั่งให้ประสานกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) จัดทำแผนยุทธศาสตร์รถไฟระยะ 10 ปี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการหารายได้ ลดผลขาดทุน และนำที่ดินมาใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์
การเร่งลงทุนและพัฒนาประสิทธิภาพของการรถไฟฯ เป็นความพยายามของหลายรัฐบาล แต่ยังไม่เกิดผล ปัจจุบันการรถไฟฯ ถือเป็นรัฐวิสาหกิจที่ขาดทุนสูงสุดปีละประมาณ 9,000 ล้านบาท เพราะฉะนั้นนอกจากจะเร่งเพิ่มประสิทธิภาพ คงต้องหาคำตอบให้ได้ว่าปัญหาที่การรถไฟไทยไม่สามารถพัฒนาให้ก้าวหน้าได้มาจากเหตุผลใด
อย่างที่ทราบ กิจการรถไฟไทยเกิดมาแล้ว 120 ปี พร้อมๆ กับกิจการรถไฟของประเทศพัฒนาแล้วอย่างในยุโรป หรือญี่ปุ่น แต่ปัจจุบันกิจการรถไฟยังไม่พัฒนาไปถึงไหน กว่า 90% ของรถไฟในประเทศไทยยังเป็นรางเดี่ยว ซึ่งทำให้การขนส่งไม่มีประสิทธิภาพ เป็นคอขวด ขณะที่ประเทศญี่ปุ่นกิจการรถไฟเป็นรางไฟฟ้าแล้วกว่า 74% เกาหลีใต้ 55% และจีน 42%
การเร่งลงทุนรถไฟทางคู่ เป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์ในการพัฒนารถไฟในประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพและสร้างรายได้ให้มากขึ้น ซึ่งรัฐบาลชุดนี้มีแผนพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมขนส่งในระยะ 20 ปี รวมถึงระบบรถไฟด้วย ทั้งรถไฟฟ้าในเมือง รถไฟฟ้าชานเมือง รถไฟทางคู่ และรถไฟความเร็วสูง ซึ่งเป็นการเสริมความมั่นคงปลอดภัยในการเดินทางและการขนส่ง ขณะเดียวกันจะช่วยเสริมเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่งขึ้น
ขณะเดียวกัน มีแผนพัฒนาพื้นที่ข้างทางรถไฟซึ่งมีจำนวนมหาศาล ปัจจุบันที่ดินของการรถไฟฯ มีอยู่ประมาณ 2.34 แสนไร่ทั่วประเทศ เป็นเขตทางประมาณ 1.89 แสนไร่ ใช้สำหรับเดินรถ 5,330 ไร่ บ้านพักพนักงาน 3,750 ไร่ และอื่นๆ อีก 3.6 หมื่นไร่ ซึ่งในส่วนนี้สามารถนำมาพัฒนาเพิ่มมูลค่าได้ทันที โดยคิดเป็นมูลค่าประมาณ 7.8 หมื่นล้านบาท
ทรัพย์สินของการรถไฟฯ มีมูลค่ารวมราว 6 แสนล้านบาท ซึ่ง 80% เป็นที่ดิน ซึ่งทุกวันนี้ให้ผลตอบแทนเพียง 0.5% หรือประมาณ 3,000 ล้านบาทเท่านั้น หากสามารถนำพื้นที่ที่มีอยู่มาพัฒนาและสร้างมูลค่าเพิ่มได้ แค่เพียงส่วนอื่นๆ ที่ยังใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่ ก็จะสามารถพลิกผลประกอบการของการรถไฟฯ จากขาดทุนปีละ 9,000-1 หมื่นล้านบาท มาเป็นกำไรได้ทันที
การวาดแผนบนกระดาษอาจไม่ยากเท่าการปฏิบัติ และสำหรับที่การรถไฟฯ นั้น การปฏิบัติยากยิ่ง พิสูจน์จากหลายปีที่ผ่านมา ผ่านมาหลายรัฐบาล ที่ขายฝันแผนการพัฒนารถไฟไทยให้เทียบชั้นประเทศต่างๆ แต่เอาเข้าจริงการพัฒนาไม่ขยับ รถไฟไทยไม่ไปถึงไหน ยังคงเป็นรถไฟไทยเหมือนเมื่อหลายสิบปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าทุกคนอยากเห็นการรถไฟไทยพัฒนาเหมือนนานาประเทศ รวมทั้งพนักงานการรถไฟฯ ด้วย เอาแค่ปรับโฉมขบวนใหม่ก็สร้างความตื่นเต้นให้กับประชาชนอย่างมาก หวังว่ารัฐบาลชุดนี้จะสามารถพัฒนาการรถไฟฯ ได้จริงตามแผนที่วางไว้ ที่สำคัญต้องเข้าไปแก้ที่ต้นตอของปัญหาอย่างแท้จริง







