posttoday
วิสัยทัศน์การพัฒนาใหม่ สู่ประเทศไทยที่ยั่งยืน(1)

วิสัยทัศน์การพัฒนาใหม่ สู่ประเทศไทยที่ยั่งยืน(1)

30 กันยายน 2559

โดย...ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

โดย...ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

ประเด็นสำคัญที่เรามักจะละเลยตามความเคยชินและแรงกดดันจากการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งเรามักจะให้น้ำหนักกับปัญหาและความต้องการในช่วงสั้นๆ และถูกจำกัดด้วยกรอบความคิดและกรอบกฎเกณฑ์กติกาแบบเดิมๆ

วันนี้ผมจะขอพูดถึงความสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งในระดับโลกและในระดับประเทศไทย และขอยก 4 ประเด็นหลักที่คิดว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อที่เราจะได้ช่วยกันหาทางขับเคลื่อนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

ในช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมา คงจะไม่มีใครในแวดวงงานด้านพัฒนาที่ไม่ได้ยินคำว่า เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals หรือที่เราเรียกสั้นๆ ว่า SDGs

SDGs เป็นทั้งเป้าหมายและวาระของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่ผู้นำจากเกือบทุกประเทศทั่วโลกได้ร่วมกันรับรองว่าจะทำงานร่วมกัน เพื่อยุติความยากจน ความหิวโหย สร้างหลักประกันว่าคนจะมีความเป็นอยู่ที่ดีเสมอภาคและตรงธรรม ตลอดจนรักษาและฟื้นฟูทรัพยากรและระบบนิเวศของโลก ในปี 2558 ที่ประชุมสหประชาชาติได้กำหนด SDGs เป็นกรอบหลักของการพัฒนาในช่วงปี 2559-2573 ต่อยอดจากเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ หรือ Millennium Development Goals ที่เรารู้จักกันดีว่า MDGs ที่ได้ตกลงไว้ตั้งแต่ปี 2543 ถ้าเราจะมุ่งให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน จริงๆ แล้วเราคงต้องมองไกลกว่า

ปี 2573 ช่วง 15 ปีข้างหน้าของ SDGs นี้ อาจถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ทุกประเทศและทุกภาคส่วนต้องเร่งดำเนินการเพื่อสร้างรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาระยะยาว ถ้าเราไม่ร่วมกันดำเนินการอย่างจริงจัง ในช่วง 15 ปีข้างหน้านี้แล้ว โลกของเราและประเทศของเราอาจจะติดกับดักหลายๆ ด้านลึกลงไปอีก ยากที่จะหลุดออกมาได้โดยง่าย

ถ้าเรามองย้อนกลับไปในช่วง 15 ปีของ Millennium Development Goals จะพบว่าการพัฒนาที่เกิดขึ้นได้ทำให้คุณภาพชีวิตของคน
ในโลกดีขึ้นมากในหลายด้าน ประชากรโลกที่มีรายได้น้อยกว่า 2 เหรียญสหรัฐต่อวัน ลดลงจาก 28% เหลือ 10% จำนวนผู้ที่เผชิญกับความหิวโหยลดลงจาก 15% เหลือ 11% และสัดส่วนประชากรที่เข้าถึงแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคที่สะอาด สุขาภิบาลที่ดี และการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ เครื่องชี้อีกหลายด้านสะท้อนได้เป็นอย่างดีว่าโลกของเราได้รับการดูแลเอาใจใส่มากขึ้น เช่น อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วยมูลค่าเพิ่มปรับลดลง 13% และพื้นที่ทะเลหลักของโลกที่มีความหลากหลายทางชีวภาพได้รับการปกป้องเพิ่มขึ้น

ตัวเลขเหล่านี้อาจจะดูน่าพอใจ แต่ถ้าลงในรายละเอียดแล้วจะพบว่าโลกยังมีประชากรอีกกว่า 700 ล้านคนที่ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ไม่มีแหล่งน้ำที่สะอาดและไม่มีไฟฟ้าใช้ ประชากรในโลกเกือบ 900 ล้านคน ยังต้องอาศัยในชุมชนแออัด ช่องว่างของการพัฒนากว้างขึ้นเมื่อเทียบระหว่างประเทศและภายในประเทศเดียวกัน

การพัฒนาที่ผ่านมาส่งผลให้ผู้ยากจนและผู้ด้อยโอกาสจำนวนมากถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง ขาดโอกาสที่จะวิ่งตามได้ทัน เกิดปัญหาความขัดแย้งในสังคมรูปแบบใหม่ๆ ในขณะที่ปัญหาโลกร้อนและระบบนิเวศของโลกส่งผลกระทบชัดเจนขึ้นและรุนแรงขึ้น ปัญหาที่เราต้องเผชิญในวันนี้และระยะเวลาข้างหน้านี้จะรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น

แสดงให้เห็นว่าเราจะไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้อย่างยั่งยืนถ้าไม่เปลี่ยนกรอบแนวคิดของการพัฒนา การมุ่งทำงานให้มากขึ้นในกรอบเดิม จะไม่เท่าทันต่อการแก้ไขปัญหา เป้าหมาย SDGs เป็นกรอบแนวคิดการพัฒนาใหม่ที่อาจจะช่วยให้เรามีโอกาสแก้ไขปัญหาที่เราต้องเผชิญในวันนี้และวันข้างหน้าได้อย่างยั่งยืนและตรงธรรม

รายงาน Global Risks Report ประจำปี 2559 ของ World Economic Forum ได้นำเสนอปัญหาที่เป็นความท้าทายใหญ่ของโลกไว้หลายด้าน อาจจะขอยกตัวอย่างบางด้านที่แสดงให้เห็นว่า การพัฒนาหรือการแก้ปัญหาตามกรอบความคิดเดิม ด้วยวิธีการแบบเดิมจะไม่เท่าทันต่อความรุนแรงของปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น ปัญหาแรกเกิดจากความล้มเหลวในการบริหารจัดการ การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ หรือ Climate Change

ปัญหานี้จะมีผลกระทบรุนแรงมาก เพราะมีความเชื่อมโยงสูงกับปัญหาอื่นๆ ศาตราจารย์ Jeffrey Sachs ที่เรารู้จักกันดี ท่านเป็นผู้มีส่วนสำคัญยิ่งในการผลักดันเป้าหมาย SDGs ได้เคยพูดไว้ว่า การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเป็นโจทย์ที่ยากมากอยู่แล้วด้วยตัวของมันเอง

แต่การแก้ไขจะยิ่งลำบากมากขึ้นเมื่อเพิ่มปัจจัยจากการขยายตัวของเมือง กระบวนการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ การขยายตัวของประชากรโลก และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน้ำและดินอย่างเกินพอดี ปัญหาเหล่านี้ล้วนเกิดจากพฤติกรรมของมนุษย์ทั้งสิ้น

รายงานล่าสุดของ Intergovernmental Panel on ClimateChange (IPCC) แสดงให้เห็นว่าก๊าซเรือนกระจกอยู่ที่ระดับสูงที่สุดในรอบ 8 แสนปี และอุณหภูมิโลกอาจปรับเพิ่มขึ้นในปี 2643 ถึง 2.7 องศาเซลเซียส

เทียบกับช่วงก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรมแม้ว่าทุกประเทศจะสามารถดำเนินการตามข้อตกลงปารีสเมื่อปี 2558 ได้ก็ตาม ภาวะโลกร้อนดังกล่าวจะทำให้เกิดความผันผวนของสภาพอากาศอย่างรุนแรง บางพื้นที่จะโดนน้ำท่วมถาวร และบางพื้นที่จะกลายเป็นพื้นที่แห้งแล้งทำประโยชน์ไม่ได้

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน