
การพัฒนา Thailand 4.0 ด้านทรัพยากรมนุษย์ ควรเริ่มที่ใคร?
โดย...ดร.ไกรยส ภัทราวาท
โดย...ดร.ไกรยส ภัทราวาท
ช่วงนี้ทุกคนคงจะได้ยินคำว่า Thailand 4.0 กันทุกวัน ถือเป็นวรรคทองของประเทศไทยเหมือนอย่างที่เราเคยพูดถึง “AEC” กันเมื่อ 2-3 ปีก่อน แม้การพัฒนาประเทศไทยสู่ Thailand 4.0 ของรัฐบาลจะมีหลายองค์ประกอบ แต่ทุกฝ่ายคงเห็นตรงกันว่าการพัฒนาคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ ถือเป็นความสำคัญสูงสุดของการเตรียมความพร้อมและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีนานาชาติ
ประเทศไทยเราเคยประสบความสำเร็จในการสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดดมาแล้วในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 จนได้รับการขนานนามว่า เป็นว่าที่เสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย เพราะในช่วงปี 2528-2539 ระบบเศรษฐกิจไทยมีการเจริญเติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างต่อเนื่อง รายได้ต่อหัวของคนไทยเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า ภายในเวลาเพียง 10 ปี เฉลี่ยโตปีละ 5-13%
เบื้องหลังความสำเร็จของเศรษฐกิจไทยในยุคนั้น มาจากการใช้ประโยชน์จาก Industry 3.0 ของความก้าวหน้าในเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมการผลิตในกลุ่มยานยนต์ สิ่งทอ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ประเทศไทยประสบความสำเร็จในการเคลื่อนย้ายกำลังคน ทั้งจากภาคการเกษตร และกำลังคนที่มีการศึกษาสูงขึ้นมาทำงานร่วมกับ Industry 3.0 ได้เป็นอย่างดี ประกอบกับนโยบายของรัฐบาลที่มีความชัดเจน และมีเสถียรภาพในการส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งมาตรการส่งเสริมการส่งออก เมื่อเทคโนโลยีพร้อม ทุนพร้อม กำลังคนมีความพร้อม และนโยบายชัดเจนแล้ว โมเดล Thailand 3.0 จึงเป็นต้นแบบเศรษฐกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในการยกระดับคุณภาพชีวิตและพัฒนาการทางเศรษฐกิจสังคมของประเทศไทย ที่ประสบความสำเร็จในการเพิ่มรายได้ต่อหัวของคนไทยโดยเฉลี่ยได้มากถึง 4 เท่า ภายในเวลาเพียง 10 ปี
แต่หลังจากวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 และวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2551 เป็นต้นมา การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยอยู่ในภาวะชะลอตัวมาโดยตลอด เฉลี่ยเพียงปีละ 2-3% ต่อปี ที่สำคัญหลังเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมการผลิตของโลกเริ่มเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จนมีการขนานนามการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นนี้ว่า “การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4” (4th Industrial Revolution) หรือ Industry 4.0 ที่เน้นการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) หุ่นยนต์ (Robotics) Fintech และการพิมพ์ 3 มิติ (3D Printing) ในการผลิต ได้สร้างความปั่นป่วนต่อระบบเศรษฐกิจและตลาดแรงงานทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดปัญหาการว่างงานและการปิดกิจการของธุรกิจที่ไม่สามารถแข่งขันกับผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาแทนที่แรงงาน และวิธีการผลิตแบบเดิมๆ ที่มีต้นทุนสูงและมีคุณภาพด้อยกว่า ดังที่พบเห็นได้ตามหน้าหนังสือพิมพ์ไทยในแทบทุกสัปดาห์ซึ่งมีการเลิกจ้าง และผู้ประกอบการหันมาพึ่งพาเทคโนโลยีในการประกอบธุรกิจและดูแลลูกค้าแทนที่คนมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น ธนาคารและสถาบันการเงิน และอุตสาหกรรมยานยนต์ เป็นต้น
แล้วประเทศไทยจะสามารถฉวยโอกาสจาก Industry 4.0 ให้ประสบความสำเร็จได้เช่นที่เคยทำมาได้แล้วจาก Industry 3.0 ได้อย่างไร จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลของธนาคารโลก (World Bank) ดังภาพประกอบ จะพบว่าความสำเร็จของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดดของประเทศไทยระหว่างปี 2529-2539 เกิดจากเติบโตของค่าจ้างแรงงานกลุ่มไร้ฝีมือ (Unskilled) และมีฝีมือขั้นต่ำ (Low Skilled) ซึ่งมีระดับค่าจ้างต่ำกว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 40 ลงไป โดยแรงงาน 2 กลุ่มนี้มีอัตราการเติบโตของค่าจ้างสูงถึงร้อยละ 30-140 หรือมากกว่า 2 เท่าตัว ภายในระยะเวลาเพียง 10 ปี การที่กลไกตลาดแรงงานให้ค่าตอบแทนแก่แรงงานกลุ่มนี้สูงขึ้นมาก โดยปราศจากการแทรกแซงของรัฐผ่านการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นเครื่องยืนยันว่าแรงงานของไทย ซึ่งมีสัดส่วนมากถึงครึ่งหนึ่งของกำลังแรงงานของประเทศมีศักยภาพที่ดีพอที่ผู้ประกอบการยินดีจะจ่ายเพิ่มให้อย่างต่อเนื่อง เป็นเบื้องหลังของความสำเร็จที่ระดับรายได้ต่อหัวเฉลี่ยของคนไทยเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า ภายในเวลาเพียง 1 ทศวรรษ ส่วนกลุ่มแรงงานที่มีทักษะขั้นสูง (High Skilled) ตั้งแต่ระดับค่าจ้างเปอร์เซ็นไทล์ที่ 80 ขึ้นไป ซึ่งมีฐานค่าจ้างที่สูงอยู่แล้วก็มีการเติบโตเช่นเดียวกัน แต่อยู่ในระดับร้อยละ 20-50 เท่านั้น ไม่ได้ก้าวกระโดดอย่างกลุ่มแรงงานอื่นๆ
จากบทเรียนความสำเร็จที่ผ่านมา กลุ่มแรงงานเป้าหมายในการพัฒนาประเทศสู่ Thailand 4.0 ที่ควรได้รับการพัฒนาเป็นอันดับต้นๆ คือ กลุ่มแรงงานไร้ฝีมือ (Unskilled) และมีฝีมือขั้นต่ำ (Low Skilled) ซึ่งมีสัดส่วนที่สูง และมีผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมาก แต่จากข้อมูลของธนาคารโลกจะพบว่าตลอด 10 ปีที่ผ่านมา (2543-2553) อัตราการเติบโตของค่าจ้างแรงงานกลุ่มนี้อยู่ในระดับต่ำกว่าร้อยละ 5-10 มาโดยตลอด แสดงให้เห็นถึงความถดถอยในศักยภาพในการแข่งขันของแรงงานกลุ่มนี้ จนตลาดแรงงานแทบมิได้ให้ค่าตอบแทนที่เพิ่มขึ้นเลยตลอดทศวรรษที่ผ่านมา
ดังนั้น หากรัฐบาลต้องการให้นโยบาย Thailand 4.0 ของไทยนำไปสู่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจดังที่เคยทำได้เมื่อยุคที่ใครๆ ก็เรียกเราว่าเสือตัวที่ 5 แห่งเอเชียนั้น มิใช่การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ แต่เราจำเป็นต้องมีมาตรการที่มีประสิทธิผลในการพัฒนาขีดความสามารถและทักษะของแรงงานกลุ่มนี้ให้ได้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น มาตรการใช้กลไกอย่าง “กองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน” ที่ภาครัฐและภาคเอกชนลงขันกันพัฒนาแรงงานร่วมกันในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ดังประสบการณ์ที่ประสบความสำเร็จมาแล้วในประเทศไต้หวัน สิงคโปร์ มาเลเซีย หรือประเทศจีน หรือการปฏิรูปการผลิตกำลังคนจากระบบการศึกษา โดยเฉพาะระดับอุดมศึกษาและอาชีวศึกษาให้ตอบโจทย์การพัฒนากำลังคนในยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ซึ่งเน้นทักษะที่ไม่สามารถถูกทดแทนโดยเทคโนโลยีได้ เช่น ทักษะความคิดสร้างสรรค์ และการคิดวิเคราะห์ เป็นต้น
หากเลือกกลุ่มเป้าหมายการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์หรือมาตรการที่พลาดเป้า โดยไม่ศึกษาจากประสบการณ์ในอดีตของไทย และประสบการณ์ที่ประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติแล้ว วาทกรรม Thailand 4.0 ก็คงผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ดังเช่นวาทกรรม AEC ซึ่งจนบัดนี้ก็ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมของการพัฒนากำลังคนแต่อย่างใด แม้ว่าเราจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนมาได้จวนจะครบปีแล้วก็ตาม!







