
ค้าโลกเฉา
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โฟกัสความสนใจของทั่วโลกเมื่อวานนี้คงไม่มีอะไรชนะศึกดีเบตครั้งประวัติศาสตร์ระหว่าง ฮิลลารี คลินตัน กับ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้
แต่สำหรับประเทศเอเชียอย่างเราๆ แล้ว ข่าวที่น่าจับตาไม่แพ้กันและดูจะน่าเป็นห่วงมากกว่าก็คือ ข่าวที่องค์การการค้าโลก (WTO) หั่นคาดการณ์การขยายตัวทางค้าทั่วโลกในปีนี้ลงถึง 1 ใน 3 เหลือ 1.7% จากคาดการณ์เดิม 2.8% เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา
จุดที่น่าวิตกก็คือ นอกจากจะเป็นตัวเลขการค้าที่โตต่ำสุดในรอบ 7 ปี หรือนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจครั้งใหญ่เมื่อปี 2009 แล้ว ก็ยังถือเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี ที่ดับเบิ้ลยูทีโอหั่นคาดการณ์การค้าโลกลงต่ำกว่าคาดการณ์จีดีพีโลกอีกด้วย
หากดูเป็นรายภูมิภาคแล้วจะพบว่ากลุ่มประเทศผู้ส่งออกในเอเชีย น่าจะซบเซาหนักและยาวกว่าที่คาด เพราะถูกลดคาดการณ์ส่งออกลงหนักที่สุดจาก 3.4% เหลือเพียง 0.3% เท่านั้น หากจะยังมีข่าวดีเหลืออยู่บ้างก็คือ ตัวเลขดังกล่าวไม่ลงมาเหลือศูนย์หรือติดลบ
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การค้าโลกย่ำแย่หนักเช่นนี้ มาจาก 2 ผู้เล่นหลักอย่างสหรัฐและจีน ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจใหญ่สุดอันดับ 1 และ 2 ของโลก โดยเศรษฐกิจจีนที่ซบเซาลงจะเป็นแรงฉุดสำคัญที่ทำให้การ
นำเข้าสินค้าของเอเชียในปีนี้ลดลงจาก 3.2% เหลือ 1.6% ขณะที่สหรัฐก็นำเข้าน้อยกว่าที่คาด และฉุดให้การนำเข้าของอเมริกาเหนือลดลง 4.1% เหลือ 1.9%
หากติดตามข่าวเศรษฐกิจโลกมาตลอดจะพบทิศทางที่สอดคล้องกันมาอย่างต่อเนื่อง เช่น ตัวเลขการผลิตของหลายประเทศในเอเชียที่ลดลงนานติดต่อกันหลายเดือน และเพิ่งจะฟื้นตัวได้บ้างช่วง 1-2 เดือนนี้เอง ในทางกลับกันหลายประเทศ เช่น จีนและสหรัฐ เริ่มเห็นบรรยากาศการตั้งกำแพงภาษีและมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดกลับมาคุกรุ่นอีกครั้ง
ขณะที่บรรดายักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมชิปปิ้ง เช่น ฮันจิน ที่เป็นเบอร์ 1 ของเกาหลีใต้ก็เพิ่งยื่นพิทักษ์ทรัพย์ศาลล้มละลายไปหมาดๆ และแม้แต่เบอร์ 1 ของโลกอย่าง เอพี โมลเลอร์ เมอส์ก ก็เพิ่งประกาศแยกหน่วยธุรกิจน้ำมันออกจากโลจิสติกส์ เพื่อบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในภาวะที่การค้าโลกยังซบเซาและการแข่งขันรุนแรง
ที่จริงแล้ว ในวันเดียวกันนี้ทางธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) เพิ่งปรับขึ้นคาดการณ์จีดีพีของจีน จาก 6.5% เป็น 6.6% เพราะมองว่าเศรษฐกิจจีนมีเสถียรภาพมากขึ้น
ถ้าจะมองในเชิงเสถียรภาพก็อาจกล่าวได้ว่า จีนเองก็เริ่มนิ่งแล้วไม่ว่าจะในแง่ตลาดทุน หรือภาคการผลิตที่เริ่มมีแววกระเตื้องดีขึ้น แต่จีนเองก็ยังถูกตั้งคำถามหนักถึงปัญหาใหญ่ใต้พรม เช่น หนี้เสีย และกำลังการผลิตส่วนเกิน ซึ่งบางฝ่ายมองว่าสถานการณ์อาจเลวร้ายกว่าตัวเลขจริงของทางการและอาจกระทบต่อเศรษฐกิจจีนมากกว่าที่คาด
เศรษฐกิจโลกยังมีอะไรให้ต้องลุ้นอีกเยอะในปีนี้และปีหน้าค่ะ







