posttoday
5 ความเสี่ยงหางอ้วน ต้นเหตุหุ้นตกหนัก (จบ)

5 ความเสี่ยงหางอ้วน ต้นเหตุหุ้นตกหนัก (จบ)

28 กันยายน 2559

โดย...ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์

โดย...ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์

เมื่อวานนี้ เราได้คุยกันไปแล้วถึงเรื่องความเสี่ยงหางอ้วน (Fat Tail Risk) ซึ่งในที่นี้ก็คือ เหตุการณ์ที่จะมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก แต่หากเกิดขึ้นแล้วจะส่งผลกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงต่อตลาดหุ้น โดยผมขออนุญาตเรียงลำดับจากรุนแรงน้อยสุดไปมากสุด เริ่มจากอันดับที่ 5 Brexit & The next country และอันดับที่ 4 ปัญหาการก่อการร้ายผลต่อตลาดหุ้น วันนี้ผมจะขอคุยต่อเลย ดังนี้ครับ

อันดับที่ 3 เฟดขึ้นดอกเบี้ย

นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ Brexit เมื่อวันที่ 23 มิ.ย.ที่ผ่านมา หลังจากนั้นมาต่างชาติก็เข้ามาทยอยเก็บหุ้นบ้านเราคิดเป็นเม็ดเงินไม่ต่ำกว่า 9 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นธรรมดาที่จะส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นบ้านเรามีความผันผวนสูงขึ้นไปอีก เพราะเงินร้อนของต่างชาติพร้อมที่จะไหลไปที่อื่นหากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่น่าไว้วางใจ โดยเฉพาะเหตุการณ์คลุมเครือที่ผ่านมาแล้วหลายปีและคอยหลอกหลอนนักลงทุนชาวไทยนั่นคือ

เมื่อไร? เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยอีก

การขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ถือได้ว่าเป็นความเสี่ยงหางอ้วนของตลาดหุ้นทั่วโลก เนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจของทั้งโลกยังอยู่ในช่วงเปราะบาง เศรษฐกิจยังไม่สามารถฟื้นตัว อย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่ญี่ปุ่นและฟากฝั่งยูโรโซนยังคงใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบเพื่อจูงใจให้นักลงทุนลงทุนสร้างโรงงานสร้างงานให้แก่ผู้คนกันอย่างแท้จริง

หากเฟดขึ้นดอกเบี้ยจริงๆ ก็จะทำให้เงินทุนระหว่างประเทศไหลกลับไปเข้าสหรัฐอเมริกา ก็จะยิ่งทำให้บรรยากาศในการลงทุนของโลกเริ่มไม่สดใสอีกครั้งหนึ่ง

การประชุมเฟดในรอบต่อไปคือ วันที่ 20-21 ก.ย.นี้ ซึ่งในขณะที่คุณผู้อ่านกำลังอ่านบทความนี้อยู่ ผลการขึ้นอัตราดอกเบี้ยก็คงจะประกาศออกมาแล้ว แต่การประชุมในปีนี้ยังไม่หมดครับ ยังเหลืออีก 2 ครั้ง คือ วันที่ 1-2 พ.ย. และวันที่ 13-14 ธ.ค. 2559

จดบันทึกไว้ให้ดีนะครับ เพราะ “ความเสี่ยงหางอ้วน” ตัวนี้ ยังคงจะมาเยี่ยมเยียนเราอีกหลายปี

อันดับที่ 2 หนี้ก้อนโตใต้พรมของจีนรอเวลาระเบิด

สิ้นไตรมาสแรกที่ผ่านมา หนี้สินของประเทศจีนทั้งประเทศไต่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 237% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) ระดับหนี้ที่สูงมากนี้เป็นสิ่งที่น่ากลัวมากสำหรับประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากลัวไปกว่านั้นกลับไม่ใช่จำนวนหนี้สินก้อนมหึมา แต่กลับเป็นอัตราความเร็วในการก่อหนี้ของจีนต่างหาก หากเราย้อนกลับไปตรวจดูขนาดหนี้สินของจีนในสิ้นปี 2550 จะพบว่าในขณะนั้นหนี้สินของจีนอยู่ที่ 148% ของจีดีพีเท่านั้นเอง

หนักที่สุดคือ ภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีน หากเราลองถอดจีดีพีของจีนออกมาเป็นส่วนๆ เราจะพบว่าประกอบไปด้วยภาคอสังหาริมทรัพย์ 15% การลงทุนในตลาดตราสารหนี้ 15% การจ้างงานในเมือง 15% และการกู้ยืมสถาบันการเงินอีก 15% ถ้าเป็นแค่นี้ ภาคอสังหาริมทรัพย์ก็คงไม่น่าจะมีบทบาทมากจนทำให้จีนมีปัญหามากมายขนาดนี้ ในความเป็นจริงหากภาคอสังหาฯ เกิดมีปัญหาขึ้นมา อุตสาหกรรมนี้เป็นอุตสาหกรรมที่ผูกพันกับอุตสาหกรรมอื่นๆ และการจ้างงานเป็นจำนวนมาก เวลามันมีปัญหาขึ้นมา มันจึงส่งผลเป็นเท่าทวีคูณต่อภาคอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ต่อเศรษฐกิจของจีนและประชาชนเป็นจำนวนมาก

ข้อมูลที่ได้จากสำนักข่าวซินหัวของทางการจีน คาดการณ์ว่าในเวลานี้จีนมีบ้านเก่าและบ้านสร้างใหม่รวมแล้วสามารถรองรับประชากรเข้าไปอยู่อาศัยได้ถึง 3,400 ล้านคน ในขณะที่จีนมีจำนวนประชากรทั้งประเทศเพียง 1,400 ล้านคน แล้วที่อยู่อาศัยที่เกินมาที่จะพอรองรับจำนวนคนตั้ง 2,000 ล้านคนไปไหนล่ะ? คำตอบก็คือ ส่วนใหญ่ได้กลายเป็นเมืองผี (Ghost Cities) ไปหมดแล้ว และก็ทำให้เกิดหนี้เสียในภาคสถาบันการเงินของจีนเพิ่มขึ้นทุกวัน และได้กลายเป็น “ระเบิดเวลา” รอเวลาที่จะระเบิดออกมาเท่านั้นเอง จึงนับได้ว่าหนี้เสียของจีนเป็น “ความเสี่ยงหางอ้วน” อันดับที่ 2 ได้อย่างเต็มภาคภูมิ

อันดับที่ 1 ทรัมป์จะมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ

บริษัทวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ออกซ ฟอร์ดอีโคโนมิกส์ (Oxford Economics) ออกมาคาดการณ์ว่าหาก โดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ก็จะทำให้เศรษฐกิจของอเมริกามีแนวโน้มที่จะหดตัวลง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เทียบกับจีดีพีของสหรัฐอเมริกาที่ประมาณ 17 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นมากกว่า 5% ซึ่งเป็นตัวเลขที่จะทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงอีกครั้งหนึ่ง

ทรัมป์ สัญญาว่าจะฟื้นฟูคำว่า “Made in USA” ให้กลับมาอีกครั้งหนึ่ง โดยยกตัวอย่างแอปเปิ้ลที่มีการผลิตไอโฟนและอุปกรณ์อื่นๆ ในต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ทรัมป์ก็จะเจรจาและให้สิทธิพิเศษ เพื่อให้แอปเปิ้ลตัดสินใจหันกลับมาผลิตภายในประเทศให้จงได้ แค่ข่าวนี้ออกไปเพียงข่าวเดียว ก็ทำให้หุ้นของบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับแอปเปิ้ลพากันร่วงลงมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว

ทั้งนี้ ยังไม่นับรวมถึงนโยบายห้ามคนมุสลิมเข้าประเทศ การสร้างกำแพงกั้นผู้อพยพจากเม็กซิโกเข้าประเทศ การยุบเขตการค้าเสรี มาตรการภาษีที่จะใช้กีดกันการค้าอย่างเข้มข้น นอกจากนั้นยังจะมีมาตรการเซอร์ไพรส์ที่ออกมาเขย่าขวัญตลาดหุ้นโลกตามสไตล์ของทรัมป์ บริษัทวิจัยออกซฟอร์ดคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา นับตั้งแต่ปี 2560 จะโตประมาณปีละ 2% และจะไต่ถึงระดับ 18.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2564

แต่ถ้าหากทรัมป์ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีแล้ว และใช้นโยบายตามที่กล่าวมาข้างต้นจริงๆ ผลกระทบจะทำให้ทั้งโลกมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอลง โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาเศรษฐกิจอาจจะเติบโตที่ 0% (ไม่เติบโตเลย) ในปี 2562 และนั่นจะทำให้ในปี 2564 ขนาดเศรษฐกิจจะอยู่ที่ 17.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ลดไป 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เทียบกับกรณีที่ทรัมป์ไม่ได้รับเลือก

หนึ่งในคนที่กลัวทรัมป์จะมาเป็นประธานา ธิบดีมากที่สุดคนหนึ่งก็คือ นักลงทุนและมหาเศรษฐีระดับโลก วอร์เรน บัฟเฟตต์ โดยบัฟเฟตต์ได้พูดถึงทรัมป์ในลักษณะที่ว่า “หากทรัมป์เป็นหุ้น ก็จะเป็นหุ้นที่ไม่คุ้มเสี่ยงเอาเสียเลย” สะท้อนให้เห็นถึงการไม่ยอมรับทรัมป์อย่างชัดเจน

ดังนั้น ทรัมป์จึงได้รับเลือกเป็นความเสี่ยงหางอ้วนอันดับที่ 1 นั่นคือ ถ้าไม่ได้รับเลือกก็แล้วไป แต่ถ้าได้รับเลือกละก็ตลาดหุ้นไทยคงเหนื่อยแน่ครับ

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน