
รีดภาษีออนไลน์ ไล่ไม่ทันจัดเก็บได้ยาก
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
กระทรวงการคลังเดินหน้าตามนโยบายรัฐบาลเต็มสูบในการไล่เก็บภาษีจากผู้ค้าขายและให้บริการทางออนไลน์และโซเชียลเน็ตเวิร์ก หรือ อี-คอมเมิร์ซ เนื่องจากมีผู้ประกอบการธุรกิจรูปแบบใหม่ๆ เกิดขึ้นในโลกออนไลน์ เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว และส่วนใหญ่ยังไม่ได้เสียภาษีให้ถูกต้อง
ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กระทรวงการคลังเร่งหาวิธีอุดช่องรั่วไหลดังกล่าวและให้ถือเป็นวาระเร่งด่วน เนื่องจากการเก็บรายได้ของประเทศไม่เข้าเป้า และเห็นว่าการเก็บภาษีของผู้ค้าขายออนไลน์ยังไม่ทั่วถึง
ขณะที่ สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ได้มอบหมายให้ประภาศ คงเอียด รองปลัดกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นข้าราชการที่เชี่ยวชาญทั้งด้านภาษีและกฎหมาย เป็นประธานคณะทำงานหาแนวทางเก็บภาษีจากผู้ให้บริการอี-คอมเมิร์ซ ซึ่งคณะกรรมการมีตัวแทนที่เกี่ยวข้องทั้งจากกรมสรรพากร กรมศุลกากร ผู้เชี่ยวชาญด้านไอที ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย เพื่อหาแนวทางและวิธีการที่จะเก็บภาษีจากการค้าในโลกออนไลน์ให้เป็นระบบมีมาตรฐาน
ด้านประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร ก็ได้ตั้งทีมเพื่อศึกษาเก็บภาษีจากบริษัทผู้ให้บริการทางออนไลน์ อย่างเว็บไซต์กูเกิล รวมถึงภาพรวมของการบริการของโซเชียลเน็ตเวิร์กภาพรวมทั้งหมด โดยจะศึกษาการเก็บภาษีเว็บไซต์กูเกิล ในประเทศอินโดนีเซีย อินเดีย อังกฤษ และออสเตรเลีย
ความเคลื่อนไหวดังกล่าว ถือว่าทั้งกระทรวงการคลังและกรมสรรพากรเดินหน้าเรื่องการเก็บภาษีการประกอบการทางโลกออนไลน์จริงจังกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม การเก็บภาษีผู้ประกอบการในโลกออนไลน์ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะหากพิจารณาการค้าขายอี-คอมเมิร์ซ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ในกลุ่มแรกได้แก่ กลุ่มรายเล็กรายย่อยที่เป็นกลุ่มใหญ่ในโลกค้าขายออนไลน์ในปัจจุบัน ต้องยอมรับว่าส่วนใหญ่มีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษีการค้า หรือต้องจดทะเบียนการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากร เพราะมีรายได้จากการค้าไม่เกิน 1.8 ล้านบาท/ปี แม้ว่ายังมีภาระต้องยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล แต่กรมสรรพากรก็ประเมินว่าไม่คุ้มที่จะต้องทุ่มกำลังเจ้าหน้าที่จำนวนมากไปตรวจสอบ เมื่อเทียบกับเงินภาษีที่จะได้มา
ในกลุ่มที่สอง เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ ส่วนใหญ่เป็นห้างสรรพสินค้า และร้านค้าอยู่แล้ว แต่มีการเพิ่มช่องทางขายออนไลน์ด้วย กลุ่มนี้เสียภาษีที่ถูกต้องอยู่แล้ว และผู้จ่ายเงินค่าสินค้าก็จ่ายให้กับนิติบุคคลที่เป็นผู้ประกอบการไม่ได้จ่ายให้กับบุคคลธรรมดาเหมือนกับผู้ค้าออนไลน์ในกลุ่มแรก ดังนั้นผู้ค้าออนไลน์กลุ่มนี้จึงไม่ใช่ปัญหาของการเสียภาษีที่ไม่ถูกต้องหรือครบถ้วน
จากข้อมูลของกรมสรรพากร พบว่า มีผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซ 9 หมื่นราย มูลค่าการทำธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ปี 2555 อยู่ที่ 5 แสนล้านบาท ปี 2556 อยู่ที่ 7 แสนล้านบาท ขยายตัว 20%
เมื่อไม่นานมานี้ กรมสรรพากรได้เชิญผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซ ประมาณ 1,000 ราย ที่มียอดขายกว่า 1 แสนล้านบาท มาชี้แจงเรื่องการเสียภาษีเงินได้ให้ถูกต้อง หากเป็นการดำเนินการโดยบุคคลก็ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ปัจจุบันเก็บสูงสุด 35% หากเป็นดำเนินการในรูปบริษัทก็ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล 20%
จะเห็นว่าผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซ ที่กรมสรรพากรเรียกคุยเป็นรายใหญ่ ที่มีสัดส่วนเพียง 10% ของผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซทั้งหมดเท่านั้น และครอบคลุมการซื้อขายเพียง 20% ส่วนผู้ประกอบการที่เหลืออีก 90% ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 80% กรมสรรพากรยังไม่สามารถหาทางไล่จับให้มาเสียภาษีให้ถูกต้องได้
แม้ว่าที่ผ่านมา กรมสรรพากรจะพยายามขู่ผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซ ว่า จะตรวจสอบเส้นทางการเงินโอนผ่านเข้าบัญชีของผู้ประกอบการ และหากไม่มาเสียภาษีให้ถูกต้องก็จะไล่เก็บภาษีย้อนหลัง แต่ก็เป็นได้แค่คำขู่ที่ผู้เสียภาษีไม่กลัวเพราะรู้ว่าสรรพากรไม่เอาจริง
หรือการประสานความร่วมมือกับกรมศุลกากร เพื่อตรวจสอบสินค้าที่ซื้อขายผ่านออนไลน์จากต่างประเทศ ว่ามีการเสียภาษีนำเข้าถูกต้องหรือไม่ ก็เป็นเหมือนการขี่ช้างไล่จับตั๊กแตน เสียกำลังคน กำลังเงิน ไม่คุ้มกับเงินภาษีที่ได้มา ส่งผลให้การเก็บภาษีอี-คอมเมิร์ซที่ผ่านมายังล้มลุกคลุกคลาน จนล่าสุดต้องตั้งทีมพิเศษขึ้นมาหาหนทางเก็บภาษีผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซ กันอีกครั้ง
ส่วนการตั้งทีมเก็บภาษีผู้ประกอบการเว็บไซต์กูเกิล และเว็บไซต์ให้บริการทางโซเชียลเน็ตเวิร์กอื่นของกรมสรรพากรนั้นยิ่งยากเพิ่มขึ้นไปอีกเพราะต้องแก้ไขกฎหมาย และยังมีปัญหาว่ากรมสรรพากรจะเก็บภาษีกูเกิลจากฐานรายได้ส่วนไหน ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดที่ยังไม่มีความชัดเจน การตั้งทีมหาทางเก็บภาษีจากกูเกิลจึงเป็นได้แค่การตั้งลำหาทางเก็บภาษี แต่ยังไม่เห็นหนทางที่ชัดเจนว่าจะเก็บภาษีได้อย่างไร หรือจะเก็บภาษีได้หรือไม่ จึงเป็นเรื่องไม่ง่ายที่จะได้รายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ
อย่างไรก็ตาม การเก็บภาษีการค้าขายสินค้าและบริการโลกออนไลน์ก็ใช่จะหมดหวัง เพียงแต่กรมสรรพากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำการบ้านกันอีกมาก เช่น การบังคับให้ผู้ค้าขายออนไลน์ต้องลงทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์ทั้งหมด เพื่อจะได้มีฐานข้อมูลผู้ค้าออนไลน์ที่แท้จริง การส่งเสริมให้ผู้ประกอบการที่บุคคลธรรมดาขยับขึ้นเป็นนิติบุคคลและเข้ามาอยู่ในระบบภาษีให้ถูกต้อง
ที่สำคัญที่สุด คือ การทำระบบชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ หรืออี-เพย์เมนต์ ซึ่งการซื้อขายสินค้าและบริการจะต้องผ่านระบบอี-เพย์เมนต์ ทำให้ข้อมูลทั้งหมดวิ่งไปที่กรมสรรพการ ทำให้กรมสรรพากรตรวจสอบยอดการซื้อการขายได้ทั้งหมด ทำให้ผู้ประกอบการทั้งโลกออนไลน์และไม่ออนไลน์จะถูกรวบมาอยู่ในระบบอี-เพย์เมนต์ทั้งหมด ยากต่อการหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษีไม่ถูกต้องหรือไม่ครบ
ดังนั้น การเก็บภาษีการค้าขายสินค้าและบริการบนโลกออนไลน์แม้จะทำได้ยากแต่ก็ยังไม่หมดหวัง เพียงแต่ต้องใช้เวลาและการวางระบบที่จริงจังของผู้ที่มีหน้าที่เก็บภาษีเท่านั้น







