กรมชลฯยันน้ำเหนือหลากไม่กระทบ "กทม." แจงท่วมเฉพาะพื้นที่ลุ่มภาคกลาง
"กรมชลประทาน" ยันน้ำเหนือหลากช่วงต้น ต.ค. ไม่กระทบ "กทม." ชี้ท่วมเฉพาะพื้นที่ลุ่มภาคกลาง "รอยล"ชี้สิ้นก.ย.จะเริ่มผันน้ำเข้าแก้มลิงช่วบบรรเทาสถานการณ์
"กรมชลประทาน" ยันน้ำเหนือหลากช่วงต้น ต.ค. ไม่กระทบ "กทม." ชี้ท่วมเฉพาะพื้นที่ลุ่มภาคกลาง "รอยล"ชี้สิ้นก.ย.จะเริ่มผันน้ำเข้าแก้มลิงช่วบบรรเทาสถานการณ์
เมื่อวันที่ 27 ก.ย. นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน แถลงสถานการณ์น้ำว่า ตั้งแต่วันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา มีฝนตกหนักหลายพื้นที่ในภาคเหนือและภาคกลางจนได้รับผลกระทบ แต่เขื่อนใหญ่ๆ เช่นเขื่อนภูมิพล มีปริมาณน้ำเพียง 40% เขื่อนสิริกิติ์ 70% ยังสามารถกักเก็บน้ำได้อีก แต่หลายอำเภอใน จ.กำแพงเพชร พิษณุโลก และพิจิตร ยังมีปัญหาน้ำท่วมขัง เนื่องจากเป็นพื้นที่ลุ่ม กำลังดำเนินการระบายลงสู่เขื่อนเจ้าพระยา ปริมาณ 2,143 ลูกบาทเมตรต่อวินาที ก่อนระบายออกลงสู่แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำท่าจีน ทำให้พื้นที่ใน อ.บางบาล อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา ที่อยู่นอกคันกั้นน้ำ จะประสบปัญหาน้ำท่วม ซึ่งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ลงไปให้ความช่วยเหลือเรื่องความเป็นอยู่ให้กับประชาชนแล้ว
อย่างไรก็ตามจากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา ตั้งแต่ 30 ก.ย.-2ต.ค.นี้ จะมีปริมาณฝนมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่ม แต่ไม่มีผลกระทบกับพื้นที่ในกทม. เนื่องจากมีมาตรการรองรับแล้ว ทั้งการระบายน้ำจากเขื่อนใหญ่ เพื่อรองรับน้ำใหม่ที่จะไหลเข้ามา รวมถึงการหาพื้นที่แก้มลิงเพื่อช่วยรองรับฝนที่ตกลงมามาก
วันเดียวกัน นายรอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศ ทรัพยากรน้ำและการเกษตร ขึ้นเฮลิคอปเตอร์บินสำรวจสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยา แม่น้ำน้อย และแม่น้ำป่าสัก จากจังหวัดปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา จนถึงนครสวรรค์ และในพื้นที่จังหวัดลพบุรี โดยขากลับได้แวะลงจอด ที่เขื่อนพระรามหก อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
นายรอยล กล่าวว่า น้ำท่วมในพื้นที่ชุมชนสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อย ถือเป็นจุดนอกเขตชลประทาน โดยในทุ่งยังไม่มีน้ำ หากเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวให้หมด คาดว่าในสิ้นเดือนก.ย.นี้จะเสร็จสิ้น และสามารถปล่อยน้ำเข้าทุ่งในเขตอำเภอผักไห่ อำเภอเสนา และบางบาล พื้นที่ 190,000 ไร่ ซึ่งเป็นแก้มลิงตามธรรมชาติ ที่ระดับความสูง 1 เมตร จะไม่ทำให้เกิดความเสียหาย และสามารถดึงมวลน้ำ 450 ล้าน ลบ.ม.จากแม่น้ำเข้าทุ่งนา ซึ่งจะบรรเทาปัญหาน้ำท่วมสูงในชุมชนติดแม่น้ำได้
ส่วนแม่น้ำป่าสัก ที่ปัจจุบันเขื่อนพระรามหก ได้ปล่อยน้ำลงท้ายเขื่อน 401 ลบ.ม./วินาที และผันเข้าคลองระพีพัฒน์ที่ 66 ลบ.ม.วินาที โดยขอเสนอให้มีการผันน้ำเข้าคลองระพีพัฒน์ เพิ่มเป็น 170 ลบ.ม./วินาที เพราะว่ามีลำคลองแยกย่อย และพื้นที่เกษตร ที่ต้องการน้ำอีกจำนวนมาก และจะได้ลดจำนวนการปล่อยน้ำลงท้ายเขื่อนพระรามหก ลงสู่แม่น้ำป่าสักตอนล่างอันจะเป็นการตัดมวลน้ำที่จะไหลไปรวมกับแม่น้ำเจ้าพระยาตรงเกาะเมืองกรุงเก่าได้
ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการบริหารจัดการน้ำว่า วันนี้อยากให้มองว่าไม่ใช่แค่พูดกันเป็นระยะๆ ว่าอันนี้น้ำท่วม อันนั้นน้ำแล้ง เราต้องมีการบริการจัดการอย่างเป็นระบบ เรามีแผนใหญ่อยู่แล้วซึ่งต้องทำทั้งสามอย่าง คือการแก้ภัยแล้ง แก้น้ำท่วมอุทกภัย และการกักเก็บน้ำในฤดูแล้ง ที่ผ่านมาเรามีปัญหาคือประเทศไทยต้องกำกับดูแลน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยากับใต้เขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งปีนี้มีน้ำทั่วทุกพื้นที่ แต่ก่อนเรามีปัญหาแค่น้ำหลากทางเหนือ ซึ่งเขามีการบรรเทาและระบายน้ำเหนือเขื่อนในการเกณฑ์ที่พอรับได้อยู่
"ในพื้นที่ที่ท่วมไปแล้วและการเกษตรเสียหายก็ต้องมีการเยียวยา ขณะนี้เหลือ 14 จังหวัดที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ ดูว่าตรงไหนเสียหายมากน้อยตามกติกา ทางกระทรวงมหาดไทยและกรมชลประทาน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ก็ดูแลอยู่แล้ว ผมได้มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดไปดูแลในพื้นที่และส่วนกลางจะลงไปช่วยด้วย ขณะนี้ที่ผ่านทางเขื่อนเจ้าพระยายังมีระดับน้ำที่ไม่น่าเป็นห่วง แต่หากเกิน 2,500 ลูกบาศ์กเมตร (ลบ.ม.) ขึ้นไปจะมีปัญหา น้ำข้างบนก็ยังไม่เกินกำหนดไว้"นายกฯกล่าว







