
บทเรียนวิกฤตการเงินไทย
นิกเกอิ เอเชียน รีวิว ระบุว่า วิกฤตค่าเงินบาทของประเทศไทยในช่วงปี 2540 และการจัดการที่นำไปสู่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้หลังจากนั้น อาจเป็นกระจกสะท้อนและเป็นบทเรียนที่ดีให้เวียดนาม หลังจากที่เผชิญปัญหาบางอย่างที่ใกล้เคียงกัน
นิกเกอิ เอเชียน รีวิว ระบุว่า วิกฤตค่าเงินบาทของประเทศไทยในช่วงปี 2540 และการจัดการที่นำไปสู่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้หลังจากนั้น อาจเป็นกระจกสะท้อนและเป็นบทเรียนที่ดีให้เวียดนาม หลังจากที่เผชิญปัญหาบางอย่างที่ใกล้เคียงกัน
ย้อนกลับไปในช่วงครึ่งแรกของปี 1997 หรือก่อนเกิดวิกฤตการณ์ซึ่งไทยยังตรึงค่าเงินบาทกับเงินเหรียญสหรัฐ ทำให้สามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติได้มาก และทำให้ไทยขาดดุลการค้ามหาศาล เนื่องจากมีการนำเข้าวัตถุดิบสำหรับใช้ในโรงงานผลิต ต่อมาเมื่อรัฐบาลประกาศลอยตัวค่าเงินบาท ทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างรุนแรงจาก 25 บาท/เหรียญสหรัฐ มาอยู่ที่ราว 43-48 บาท/เหรียญสหรัฐ ในช่วงครึ่งปีหลัง
แม้จะส่งผลต่อหนี้สกุลเงินต่างประเทศของไทย แต่การอ่อนค่าเงินบาทก็ช่วยกระตุ้นการส่งออก และดึงดูดบริษัทต่างชาติเข้ามาขยายฐานการผลิตในไทยมากกว่าเดิม โดยบริษัทญี่ปุ่นกลับเข้ามาลงทุนมหาศาลในไทยอีกครั้ง หลังวิกฤตการเงินปี 2540 ไม่กี่ปี จนหน่วยประกอบอุปกรณ์และรถยนต์แพร่หลายมากในไทย ทำให้ธุรกิจเริ่มเข้ามาตั้งหน่วยผลิตชิ้นส่วนในประเทศเพิ่ม เป็นผลให้งบดุลการค้าของไทยขาดดุลหนักขึ้น
หลังจากเยียวยาพิษเศรษฐกิจผ่านพ้นไป เศรษฐกิจไทยก็กลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง โดยมีการขยายตัวอยู่ที่ 6.1% ในปี 2002 และแตะ 7.2% ในปี 2003
สำหรับเวียดนามนั้น ตั้งแต่ช่วงปี 2005 เป็นต้นมา มีเงินลงทุนจากต่างชาติไหลเข้ามาในเวียดนามจำนวนมาก ซึ่งช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจขยายตัวอยู่ที่ราว 7% ในแต่ละปีจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ดี การขยายตัวของโรงงานประกอบสินค้าและอุตสาหกรรมสิ่งทอ จำเป็นต้องใช้วัตถุดิบซึ่งไม่สามารถผลิตได้เองในประเทศ นำไปสู่การนำเข้ามหาศาลส่งผลให้มีดุลการค้าติดลบตามมา
ในปี 2008 เวียดนามจำเป็นต้องอ่อนค่าเงินด่อง จากเดิมที่ 1.6 หมื่นด่อง/เหรียญสหรัฐ มาอยูู่ที่ราว 2.2 หมื่นด่อง/เหรียญสหรัฐ ซึ่งถือเป็นวิกฤติค่าเงินขนาดย่อมๆ ก่อนที่จะไปสู่วิกฤตการเงินแบบเดียวกับวิกฤตการเงินปี 2540 ของไทย เป็นผลให้เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตลดลงอยู่ที่ 5.6% ในปี 2008 และโตเพียง 5.4% ในปี 2009
ต่อมาเศรษฐกิจเวียดนามได้รับความช่วยเหลือจากภาคธุรกิจจากเกาหลีใต้ โดยในปี 2009 ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ เปิดโรงงานผลิตสมาร์ทโฟน จนเวียดนามกลายเป็นฐานส่งออกหลักของซัมซุง อย่างไรก็ดี การขยายตัวในเวียดนามจะเติบโตต่อเนื่องไปหรือไม่ก็ยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการจัดการดุลการค้าที่ขาดดุลให้มีประสิทธิภาพ
นิกเกอิมองว่าหากเวียดนามศึกษาตัวอย่างจากไทย และจัดการการขาดดุลการค้าให้อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ ก็จะทำให้เศรษฐกิจสามารถกลับมาขยายตัวได้รวดเร็วอีกครั้ง







