posttoday
ล้างบางกับล้างน้ำ

ล้างบางกับล้างน้ำ

25 กันยายน 2559

ทําไมต้องทนอยู่กับคนแย่ๆ เหล่านั้น? ผู้เขียนเคยถามท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ในช่วงที่ท่านยังเป็นหัวหน้า

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

ทําไมต้องทนอยู่กับคนแย่ๆ เหล่านั้น?

ผู้เขียนเคยถามท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ในช่วงที่ท่านยังเป็นหัวหน้าพรรคกิจสังคมอยู่ ก่อนที่ท่านจะลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคกิจสังคมในปี 2528 ถึงเหตุผลว่าทำไมท่านจึงต้องทนอยู่ (และทำงานร่วม) กับนักการเมืองจำนวนหนึ่ง ทั้งๆ ที่นักการเมืองเหล่านั้น “ไม่ค่อยดีนัก”

ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ไม่ได้ตอบคำถามข้างต้นในทันที แต่ท่านได้เล่าภูมิหลังทางการเมืองของท่าน ที่ท่านได้ประสบมาโดยขึ้นต้นด้วยบทหนึ่งของเพลง “16 ปีแห่งความหลัง” ของอดีตราชาเพลงลูกทุ่ง สุรพล สมบัติเจริญ ว่า “ทั้งรัก ทั้งชัง ทั้งหวาน และขมขื่น...” ซึ่งผู้เขียนได้นำมาปะติดปะต่อกันได้นี้

ปรมาจารย์แห่งซอยสวนพลูเล่าว่าท่านเป็น “คนโลกสวย” มานานแล้ว ตั้งแต่ที่ท่านยังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ซึ่งตอนที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 ท่านเรียนอยู่เป็นปีสุดท้าย ทันทีที่ทราบข่าวทางโทรเลขว่าคณะราษฎรยึดอำนาจได้แล้ว นักเรียนไทยที่นั่นรวมทั้งท่านด้วยต่างก็แสดงความยินดีกันถ้วนทั่ว เหตุผลส่วนตัวของท่านที่แสดงความดีใจก็คือ ท่านเบื่อพวกขุนนางใหญ่ๆ จำนวนหนึ่ง ที่ส่วนใหญ่ก็เป็น “ลูกท่านหลานเธอ” ที่ชอบ “วางก้าม อวดเบ่ง และแสดงอำนาจวาสนา”

ท่านหวังว่าคณะราษฎรจะสร้าง “โลกใหม่” ขึ้นมา

เมื่อท่านกลับมาเมืองไทย ท่านก็ไปทำงานและมีครอบครัว เป็นทหารยศจ่านายสิบ ร่วมสงครามอินโดจีนและสงครามมหาเอเชียบูรพา ชื่นชอบ “ระบอบพิบูลสงคราม” อยู่พักใหญ่ กระทั่งตัวท่านผู้นำ (จอมพล ป. พิบูลสงคราม) แพ้สงครามร่วมกับญี่ปุ่น ทำให้นักการเมืองบางคนที่เคยร่วมมือกันสร้างคณะราษฎรขึ้นมามีอำนาจแทน ที่ดูเหมือนว่านักการเมืองกลุ่มนี้จะ “เหิมเกริมและกร่าง” เสียยิ่งกว่ายุคทหารครองเมืองนั้นเสียอีก ท่านจึงตั้งพรรคก้าวหน้า (ที่ถือกันว่าเป็นพรรคการเมืองตามกฎหมายพรรคแรกของประเทศไทย ตามรัฐธรรมนูญ ปี 2489) ขึ้นมาสู้ แต่ด้วยความเป็นพรรคเล็กท่านจึงไปรวมกับนักการเมืองกลุ่มอื่นๆ และตั้งเป็นพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นในปีต่อมา โดยท่านหวังว่าพรรคๆ นี้จะทำให้เกิด “การเมืองใหม่” ขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม ทหารก็ปกครองการเมืองไทยเรื่อยมา จนถูกนักศึกษาประชาชนขับไล่ลงจากเวทีไปหลังเหตุการณ์วันที่ 14 ต.ค. 2516 ท่านก็ยังคงมองโลกสวยด้วยการตั้งพรรคการเมืองชื่อพรรคกิจสังคม

ขึ้นมาร่วมสร้าง “การเมืองใหม่” นั้นด้วย ซึ่งท่านก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ช่วงสั้นๆ ราว 11 เดือนใน ปี 2518 ต่อเนื่อง 2519 แล้วทหารก็มายึดอำนาจอีก จนมีเลือกตั้งในปี 2522 ท่านก็ลงสู่สนามเลือกตั้งอีก พรรคกิจสังคมได้ร่วมรัฐบาลในระยะแรก แล้วถูกไล่ออกมาในระยะต่อมา กระทั่งท่านลาออกจากหัวหน้าพรรคในปี 2528 แต่ท่านก็ยังมองการเมืองไทยว่าสวยงาม โดยท่านก็ยังมีความหวังว่าประเทศไทยจะต้องมี “อนาคตที่สดใส” ในวันหนึ่งวันใดอย่างแน่นอน

ท่านบอกว่าท่านเคยทะเลาะกับจอมพล ป. แทบเป็นแทบตาย แต่ก็เป็นในเรื่องของการเมือง เพราะในทางส่วนตัวยังเคารพนับถือกันตามปกติ รวมถึงนักการเมืองใหญ่ๆ ทหารใหญ่ๆ อีกหลายคนที่ท่านก็คบหากันได้ในฐานะเพื่อนฝูง แต่ถ้าเป็นเรื่องการเมืองก็ต้องว่ากันไป “ตามวาระและโอกาส” เช่น ถ้าเป็นการเลือกตั้งหรือแข่งขันกันในการทำงานเป็นรัฐบาล ก็ต้องต่อสู้แข่งขันกันให้ถึงที่สุด แต่พอคนเหล่านั้นไม่ได้อยู่ในตำแหน่งทางการเมืองก็กลับมาคบกันเป็นเพื่อนหรือญาติดังเดิม

ท่านตอบคำถามของผู้เขียนด้วยประโยคที่ว่า “นักการเมืองไทยเราก็เห็นๆ กันอยู่ ก็มีอยู่กันเท่านี้ จะเกลียดจะชังกันยังไง มันก็ยังต้องอยู่ร่วมกันไป ตัดญาติตัดมิตรกันไม่ขาดหรอก”

ผู้เขียนนำประสบการณ์ของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์มาเล่าในที่นี้ก็เพราะมีความ “ข้องใจ” ในกระแสของสังคมไทยเกี่ยวกับความคิดที่จะมีการ “ล้างบาง” หรือที่ใช้คำฝรั่งหรูๆ ว่า Set Zero ซึ่งผู้เขียนก็ได้เคยนำเสนอไปแล้ว่า “เป็นไปได้ยากส์...” เพราะคนเหล่านี้เขาไม่ใช่คนไร้ญาติขาดมิตร เขามีพวกพ้องบริวาร ถ้ากำจัดคนพวกนี้ออกไป เขาก็ยังมี “ผู้สืบทอด” ทั้งที่เป็นญาติในสายเลือด เพื่อนร่วมก๊วนแก๊ง หรือแม้กระทั่งไป “วาน” คนที่เคารพนับถือกันมาเป็น “นอมินี” ให้ด้วยก็ได้ ในแบบที่มีเคยมีละครทีวีชื่อว่า “ทายาทอสูร”

ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เป็นคนที่มองโลกสวยจนถึงที่สุด เมื่อผู้เขียนถามว่า มีประโยชน์อะไรที่ต้อง “ทนอยู่” กับนักการเมืองพวกนี้ ท่านก็ตอบว่าคนพวกนี้ก็เหมือน “ญาติพี่น้อง” ของเรานั่นแหละ จะดีจะชั่วเขาก็เป็น “สายเลือด” ตัดกันไม่ขาด สิ่งหนึ่งที่เรา (คนไทย) ต้องมีคือ “เมตตา” ที่จะต้องปรารถนาดีต่อคนเหล่านี้ โดยหวังว่าสักวันพวกเขาน่าจะ “ปรับเปลี่ยน” ตัวเขาเองได้บ้าง และอีกสิ่งหนึ่งที่เรา (คนไทย) ต้องมีให้กันก็คือ “ให้อภัย” คือการให้โอกาสที่คนเหล่านั้นจะ “แก้ไข” หรือทำอะไรให้ดีขึ้น

คนไทยโบราณมีสำนวนว่า “ใส่ตะกร้าล้างน้ำ” ก็หมายถึงการให้โอกาสแก่คนที่ทำไม่ดีหรือพลาดไปแล้ว อย่างลูกสาวของเราที่หนีตามผู้ชายไป แน่นอนว่าตามประเพณีก็ “เลวยิ่งนัก” หรือในทางสังคมก็ทำให้พี่น้องพ่อแม่ “เสียหน้า” แต่ด้วยความที่เราเป็นคนไทยและเป็นพี่น้องสายเลือดเดียวกัน เราก็ให้อภัยกันได้

ถ้าลุงตู่จะร่างรัฐธรรมนูญอีกฉบับ ขอให้เป็น “ฉบับล้างน้ำ” ก็พอนะครับ

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน