
แรงแล้วต้องเร็วด้วย
สํานักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในสมัยที่มีเลขาธิการชื่อ นายรพี สุจริตกุล
สํานักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในสมัยที่มีเลขาธิการชื่อ นายรพี สุจริตกุล ได้ดำเนินการให้การบังคับใช้กฎหมายเห็นผลเป็นรูปธรรมมากขึ้นอย่างชัดเจน เห็นได้จากการประกาศลงโทษเปรียบปรับ และมีการกล่าวโทษต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป กับผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน (บจ.) รวมถึงผู้เกี่ยวข้องหลายราย
ผลงานของสำนักงาน ก.ล.ต.และนายรพี ในวันนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขามีประสบการณ์การทำงานที่นี่มานานก่อนที่จะออกไปหาประสบการณ์ในภาคเอกชนและกลับเข้ามารับตำแหน่งเลขาธิการในปี 2558 พร้อมประกาศนโยบายและเร่งรัดให้รีบปิดคดีที่คั่งค้างมานานหลายปี เพื่อสร้างความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย มิใช่ปล่อยให้ผู้ที่ถูกกล่าวหาจมอยู่กับปัญหา ยอมรับได้ หากกรณีไหนไม่มีหลักฐานหรือความผิดไม่ชัดเจนก็ต้องเคลียร์ให้จบ ส่วนกรณีไหนผิดก็ต้องนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษให้ได้โดยเร็วที่สุด
เรื่องเหล่านี้เป็นคดีเก่า แต่จะทำอย่างไรมิใช่เกิดปัญหา ไม่ให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบ หรือเกิดความไม่เป็นธรรมในการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดทุนไทยเหมือนที่ผ่านมา
แนวทางหนึ่งคือการแก้ไขกฎหมายที่ใช้มานานให้ทันสถานการณ์มากยิ่งขึ้น จนนำไปสู่การร่างพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ฉบับที่...) พ.ศ. ... ฉบับใหม่ ที่อยู่ในกระบวนการปรับปรุงมานาน แต่เพิ่งจะผลักดันเป็นรูปธรรมในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี และคาดว่าจะประกาศใช้ได้ทันภายในปี 2559
เราเห็นด้วยและเชื่อว่าใครๆ ก็ให้การสนับสนุน เพื่อดูแลการซื้อขายหลักทรัพย์และยกระดับตลาดทุนไทยให้เทียบเคียงนานาประเทศ เชื่อว่าหากสามารถแก้ไขจุดอ่อนเรื่อง “กฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์” ได้สำเร็จ จะสามารถดึงดูดเม็ดเงินที่มีคุณภาพจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้นอย่างแน่นอน
แต่กฎหมายที่เข้มและแรงยิ่งขึ้น จะส่งผลกระทบในวงกว้าง ทั้งผู้ที่สุจริตและไม่สุจริต จึงเป็นหน้าที่ของสำนักงาน ก.ล.ต. และสมาคมต่างๆ ในการสร้างความเข้าใจและมีหลักปฏิบัติที่ชัดเจน โดยเฉพาะประเด็นการใช้ข้อมูลภายในการซื้อหรือขายหลักทรัพย์ (อินไซเดอร์เทรดดิ้ง) เดิมครอบคลุมเพียงกรรมการบริษัท หรือคนในครอบครัว บริษัทจดทะเบียน แต่ฉบับใหม่นี้จะขยายวงกว้าง รวมถึงนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ด้วย โดยให้ความสำคัญในเรื่องพฤติกรรมและเจตนามากกว่า
นายรพี ให้สัมภาษณ์ว่า นักวิเคราะห์ยังสามารถเขียนบทวิเคราะห์ต่างๆ ได้ตามเดิม แต่ไม่สามารถนำข้อมูลภายในที่รู้มา และยังไม่ได้เปิดเผยต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ มาใส่ในบทวิเคราะห์ได้ หากนำเข้ามาใส่จนมีผลกระทบต่อราคาก็อาจจะมีความผิดได้ จากที่ก่อนหน้านี้ไม่มีความผิด
กฎหมายที่ปรับปรุงใหม่ทำให้คนที่เกี่ยวข้อง “เกร็ง” กันหมด ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนหรือนักวิเคราะห์เพราะบทลงโทษรุนแรงถึงขั้นอาญา
เราเห็นว่าบทลงโทษที่แรงขึ้น ฝ่ายตรวจสอบและกำกับจะต้องปรับปรุงการทำงานให้เท่าทันเกมด้วย ยิ่งหากห้ามเปิดเผยข้อมูลภายในบทวิเคราะห์ แม้มีข่าวแพร่สะพัดทั่วตลาดแล้วเกิดความได้เปรียบเกิดขึ้นในหมู่คนที่ล่วงรู้ข้อมูล ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและสำนักงาน ก.ล.ต.ไม่จี้ถามก็จะทำให้นักลงทุนได้รับความเสียหายได้ เหมือนกรณีบริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล ที่มีข่าวลือเรื่องการซื้อหุ้นคืนมานานกว่าจะแจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดเผยต่อสาธารณชน รวมถึงการใช้เวลานานในการนำตัวคนทำผิดมาลงโทษ เปิดโอกาสให้หลบหนีเหมือนที่ผ่านมา ในที่สุดกฎหมายก็ไม่ศักดิ์สิทธิ์ตามเป้าหมายที่ต้องการ







