
ชงจัดระเบียบยาพาราฯเข้มข้น
นักวิชาการชี้สถิติรับประทาน "พาราฯ" ผิดประเภทพุ่ง ทำเกิดมะเร็งตับอื้อ
นักวิชาการชี้สถิติรับประทาน "พาราฯ" ผิดประเภทพุ่ง ทำเกิดมะเร็งตับอื้อ
ภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา เปิดเผยว่า ขณะนี้มีการใช้ยาพาราเซตามอลอย่างผิดวิธีเป็นจำนวนมาก โดยพบการใช้เกินขนาดเป็นเวลานานทำให้เกิดพิษต่อตับ และยังพบว่ามีรายงานการเกิดปัญหาในเด็กมากขึ้น ทั้งเจตนาฆ่าตัวตายและอุบัติเหตุกินเกินขนาดกว่า 1,000 คน/ปี
สำหรับสาเหตุอาจมาจากฉลากยาไม่ชัดเจน ทำให้ไม่ทราบว่าปริมาณที่รับมากเกินไป ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แจ้งว่าจะมีการทบทวนตั้งแต่ปี 2557 แต่ปัจจุบันก็ยังไม่เสร็จสิ้น
พญ.วัฒนา สุขีไพศาลเจริญ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า ปัจจุบันโรคมะเร็งตับเป็นหนึ่งใน 5 สาเหตุของการเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง โดยจำนวนมากมาจากการรับประทานยาผิดประเภท ทำให้ตับอักเสบ ตับแข็ง และเป็นมะเร็งตับตามมา โดยปี 2558 มีผู้ได้รับความเป็นพิษจากพาราเซตามอลเป็นเด็กอายุน้อยกว่า 6 ขวบ จำนวน 99 คน อายุ 7-13 ปี จำนวน 30 คน และในจำนวนนี้มีการใช้เพื่อฆ่าตัวตาย 18 คน ส่วนอายุมากกว่า 13 ปี จำนวน 831 คน จำนวนนี้ใช้เพื่อฆ่าตัวตาย 773 คน
นพ.พิสนธิ์ จงตระกูล อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า มีข้อเสนอจัดการยาพาราเซตามอล ได้แก่ 1.ยกเลิกทะเบียนยาที่ไม่เหมาะสม ชนิดฉีด 300 มิลลิกรัม (มก.)/หลอด ถือว่าน้อยเกินกว่าจะออกฤทธิ์ ที่สำคัญบางชนิดยังมีการผสมยาชา 10 มก. แอลกอฮอล์ฟอร์มาลดีไฮด์ ซึ่งเสี่ยงทำให้เสียชีวิต 2.ถอนทะเบียนยาชนิดแตกตัวดูดซึมทันที โดยเฉพาะสูตร 650 มก./เม็ด
3.ปรับสูตรผสมต้องให้มียาที่มีพาราเซตามอลเป็นส่วนประกอบไม่เกิน 350 มก./เม็ด 4.ปรับสูตรยาชนิดหยด เพราะมีความเข้มข้น 4 เท่า 500 มก.ของสูตรผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นพิษต่อตับ ทำให้เด็กเสียชีวิตได้ โดยยาน้ำสูตรเด็กเล็ก-เด็กโต ควรมีการจัดระเบียบให้เท่ากันทั้งหมด ไม่ให้บางชนิดมีความเข้มข้นมากเกินไป เพราะอาจเกิดอันตรายต่อตับ







