posttoday
หนุนโลจิสติกส์30ชาติบนทางสายไหม

หนุนโลจิสติกส์30ชาติบนทางสายไหม

22 กันยายน 2559

หลิวชื่อจิน อดีตรองผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาแห่งชาติของจีน ระบุว่า โครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ ที่จะช่วยกระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจ ผ่านการส่งเสริมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของโครงสร้างเศรษฐกิจในประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ให้เดินตามแนวการพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเดียวกับจีน

หลิวชื่อจิน อดีตรองผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาแห่งชาติของจีน ระบุว่า โครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ ที่จะช่วยกระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจ ผ่านการส่งเสริมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของโครงสร้างเศรษฐกิจในประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ให้เดินตามแนวการพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเดียวกับจีน

เช่นเดียวกับ เชียวอี้เต๋อ รองประธานมูลนิธิวัจัยเพื่อพัฒนาแห่งนครเซี่ยงไฮ้ ระบุว่า โครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางจะช่วยกระตุ้นการพัฒนาการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในหลายประเทศ ซึ่งจะต่อยอดไปสู่การดึงธุรกิจหลายภาคส่วนเข้าร่วม โดยขณะนี้มีกว่า 20 ประเทศร่วมลงทุนในด้านกำลังการผลิต อีกทั้งยังเป็นส่วนช่วยกระตุ้นการค้าและระบบโลจิสติกส์ในประเทศที่อยู่บนเส้นทางกว่า 30 ประเทศ

นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังช่วยกระตุ้นให้ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของจีนและอาเซียนขยายตัวขึ้น ขณะที่โครงการร่วมมืออื่นๆ เช่น ข้อตกลงการค้าเสรีก็พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เสนอริเริ่มโครงการเมื่อ 3 ปีที่แล้ว

ขณะเดียวกัน ยังส่งเสริมการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานในอาเซียน นำไปสู่การกระจายสินค้าและการแบ่งงานกันทำตามความถนัด ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา โดยขณะนี้ทางการจีนก็ได้พยายามผลักดันความร่วมมือของอี-คอมเมิร์ซเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมในไทยและอาเซียนให้ดึงดูดนักท่องเที่ยวจีน

ด้าน อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ระบุว่า ไทยจะได้ประโยชน์จากโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง ในแง่ที่จะดึงดูดภาคธุรกิจให้เข้ามาตั้งสำนักงานในไทยเพื่อดูแลหน่วยธุรกิจส่วนอื่นๆ ในภูมิภาคได้ เนื่องจากไทยมีความได้เปรียบในแง่ของศูนย์กลางโลจิสติกส์และอาจจะมีระบบกฎระเบียบที่เอื้ออำนวย

ทั้งนี้ ในประเด็นเรื่องความกังวลภาวะการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีน หลิวชื่อจิน ระบุว่า การที่เศรษฐกิจจีนเติบโตลดลงมาตั้งแต่ปี 2013 หลังจากขยายตัวอย่างรวดเร็วไปแล้วในช่วงก่อนหน้า เป็นผลมาจากแรงงานในภาคอุตสาหกรรมที่ลดลง และเผชิญกับการปรับโครงสร้างในอุตสาหกรรมที่ผลิตเกินความต้องการ ทำให้มีการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับปานกลาง หรือที่เรียกว่า นิวนอร์มอล

อย่างไรก็ดี แม้ในขณะนี้การขยายตัวทางเศรษฐกิจจีนจะเติบโตลดลง แต่ก็ถือว่าเป็นการขยายตัวอย่างมีคุณภาพ เนื่องจากเศรษฐกิจของจีนมีขนาดใหญ่ขึ้นเมื่อเทียบกับในอดีต และยังมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นทุกปี

นอกจากนี้ การเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจที่เน้นการผลิตให้ได้ปริมาณมากไปเป็นการผลิตที่มีคุณภาพ ทัดเทียมสินค้าของประเทศอื่นๆ รวมทั้งเน้นพัฒนานวัตกรรม แม้จะมีอุปสรรคเยอะและเห็นผลได้ช้า แต่จะก่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนและแข่งขันได้ในระยะยาว

ก่อนหน้านี้ บรรดานักเศรษฐศาสตร์หลายฝ่ายกังวลว่า โครงสร้างเศรษฐกิจแบบเดิมของจีน ซึ่งเน้นการส่งออกและใช้แรงงานราคาถูกจะกลายมาเป็นปัญหา อย่างไรก็ตามแม้ในขณะนี้การส่งออกของจีนจะลดลง เนื่องจากความต้องการในด้านการส่งออก โครงสร้างพื้นฐาน และอสังหาริมทรัพย์ไปถึงจุดอิ่มตัว แต่ก็เริ่มมีการปรับโครงสร้างหันไปเน้นส่งเสริมการบริโภคในประเทศ ซึ่งทำให้คาดว่าเศรษฐกิจจีนจะขยายตัว 6.5% ต่อปี ไปถึงปี 2020 และหลังจากนั้นคาดว่าจะขยายตัวอยู่ที่ 5-6%

หลิวชื่อจิน ยังมองว่า เศรษฐกิจจีนยังมีศักยภาพที่จะเติบโตในระดับกลางเช่นนี้ต่อไป และจะสามารถบรรลุเป้าหมายสร้างสังคมชนชั้นกลางได้

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI