
การแก้ไขให้สอดคล้องกับคำถามพ่วง
โดย...สมผล ตระกูลรุ่ง
โดย...สมผล ตระกูลรุ่ง
ร่างรัฐธรรมนูญและประเด็นเพิ่มเติมหรือที่เรียกกันว่า คำถามพ่วง ที่ผ่านการออกเสียงประชามติของประชาชนอย่างท่วมท้นนั้น มีผลให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หรือ กรธ. ต้องแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามคำถามพ่วง และได้ส่งร่างแก้ไขไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญมีกำหนดพิจารณาเป็นการภายในกันวันที่ 21 ก.ย.นี้ และจะลงมติชี้ขาดกันในวันที่ 28 ก.ย.นี้
แม้ในเบื้องต้นจะมีปัญหาขัดแย้งเล็กๆ น้อยๆ ในประเด็นการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ที่ดูเหมือนเป็นความขัดแย้งหรือการเล่นแง่เล่นมุมกัน คงเป็นรายละเอียดขั้นตอนปฏิบัติ ซึ่งผู้ใหญ่อาจไม่เข้าใจ แต่ถือเป็นสีสันในทางการเมือง ที่ทำให้เห็นว่า ในทางการเมืองนั้น เรื่องไม่เป็นเรื่อง ทำให้เป็นได้สำหรับคนไทย เรื่องบางเรื่องเกิดจากทิฐิมานะ เกิดจากอัตตาตัวตนที่ยิ่งหัวโขนใหญ่ อัตตาจะใหญ่ตามไปด้วย
เข้าใจว่าหลายคนยังไม่รู้ว่า กรธ.ส่งแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาเรื่องอะไร สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมบังเอิญได้ยิน กรธ.ท่านหนึ่งให้สัมภาษณ์ในรายการวิทยุว่า มั่นใจว่าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขที่ส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญนั้น ไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ เพราะจริงๆ แล้ว กรธ.น่าจะรู้เรื่องรัฐธรรมนูญดีที่สุด เพราะเป็นผู้ร่างมากับมือ แต่ยอมรับว่า ไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยอย่างไรน้อมรับได้ จึงเป็นอันหมดปัญหาไป
ฟังจาก กรธ.ท่านนี้ให้สัมภาษณ์วิทยุแล้ว เข้าใจว่าท่านยังเข้าใจข้อกฎหมายคลาดเคลื่อน
การส่งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในครั้งนี้เกิดขึ้นเนื่องจากคำถามพ่วง ซึ่งเป็นประเด็นที่ไม่ได้มีบัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ได้รับความเห็นชอบจากการลงประชามติ กรธ.ซึ่งมีหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญจึงมีหน้าที่ต้องแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ โดยนำประเด็นตามคำถามพ่วงเข้าไปบรรจุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านการลงประชามติเช่นกัน
ทั้งนี้ เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญชั่วคราวมาตรา 37/1 ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า หากการออกเสียงประชามติเห็นชอบด้วยกับคำถามพ่วง และคำถามพ่วงนั้นมีผลให้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญไม่สอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติ กรธ.มีหน้าที่แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับผลของประชามติ แล้วส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขนั้นชอบด้วยผลการออกเสียงประชามติแล้วหรือไม่ โดยกำหนดให้ศาลต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันที่รับร่างรัฐธรรมนูญจาก กรธ. หากศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่นั้นไม่สอดคล้องกับผลประชามติตามคำถามพ่วง ให้ส่งร่างรัฐธรรมนูญคืนให้ กรธ.แก้ไข
หน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่ใช่วินิจฉัยว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่ กรธ.แก้ไขมานั้นขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่มีหน้าที่วินิจฉัยว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขมานั้นสอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติตามคำถามพ่วงหรือไม่
คำถามพ่วงที่ผ่านประชามติในครั้งนี้ตั้งคำถามไว้ว่า ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่า “เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลว่า ในระหว่างห้าปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคล ซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี”
คำถามพ่วงดังกล่าวมีสองประเด็น คือ ให้รัฐสภาซึ่งประกอบไปด้วยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาร่วมกันพิจารณาแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่เป็นไปตามหลักการทั่วไปที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยกำหนดระยะเวลาให้ใช้เพียงชั่วคราวในช่วงเปลี่ยนผ่านเพื่อการปฏิรูปประเทศเป็นเวลา 5 ปีนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรก
ในบทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญ มีบทบัญญัติเรื่องการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีไว้ในมาตรา 272 ที่กำหนดเรื่องการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีไว้ว่า หาก สส.ไม่สามารถแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีในกรณีปกติได้ ซึ่งหมายถึงเกิดปัญหาขัดแย้งจนไม่มีทางออก ให้ สส.ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งเสนอประธานรัฐสภาให้ยกเว้นหลักการปกติทั่วไป โดยให้เสนอบุคคลภายนอกซึ่งไม่ใช่ สส.เป็นนายกรัฐมนตรีได้ โดยต้องผ่านมติ 2 ใน 3 สส.และ สว. และได้กำหนดระยะเวลาไว้ว่า ในวาระเริ่มแรก เมื่อมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
เนื้อหาของคำถามพ่วง จึงทำให้มาตรา 272 ไม่สอดคล้องกับผลประชามติ กรธ.จึงได้แก้ไขมาตรา 272 โดยนำเนื้อหาตามคำถามพ่วงบรรจุเข้าไปในมาตราดังกล่าว แล้วส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ที่แก้ไขไปนั้นสอดคล้องกับคำถามพ่วงหรือไม่
ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องวินิจฉัยจึงไม่ใช่วินิจฉัยว่า มาตรา 272 ที่ กรธ.แก้ไขมานั้นขัดหรือแย้งกับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่วินิจฉัยว่า ร่างมาตรา 272 ที่ กรธ.แก้ไขมานั้นสอดคล้องกับคำถามพ่วงหรือไม่ กรณีนี้จึงไม่เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญในมาตราอื่นๆ
คำถามพ่วงที่ผ่านประชามติด้วยคะแนนเสียง 58% แสดงให้เห็นว่า ประชาชนส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า ประชาชนไม่ไว้ใจ สส. ไม่เชื่อมั่นว่า สส.จะนำพาประเทศไปได้ ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในอดีตเป็นความอัปยศของประเทศที่เกิดจากนักการเมือง ซึ่งเป็นพวกเห็นแก่ตัว แสวงหาประโยชน์ส่วนตัว ทุจริตโกงกินจนบ้านเมืองเราไม่พัฒนา ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านที่เพิ่งจะตั้งตัวได้ พัฒนาล้ำหน้าประเทศไทยไปแล้ว แต่นักการเมืองบ้านเรายังคงมุ่งหน้ากัดกัน แย่งชิงผลประโยชน์
นักการเมืองนอกจากจะเอาแต่ทุจริตโกงกินจนชาวบ้านเอือมระอาแล้ว ยังเป็นพวกสุนัขหวงก้าง กีดกันไม่ให้คนนอกเป็นรัฐมนตรี เป็นพวกหมาขี้เรื้อนที่ท่องคาถาวันละ 3 เวลาว่า นายกรัฐมนตรีต้องมาจาก สส. จึงจะเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง
อะไรคือประชาธิปไตยที่แท้จริง เพียงแค่นายกรัฐมนตรีมาจาก สส.เท่านั้นก็เป็นประชาธิปไตยเต็มใบแล้วหรือ ทำไมไม่ยึดถือประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก ถ้า สส.มีแต่พวกโกงกิน ไม่มีความรู้ความสามารถ การได้นายกรัฐมนตรีคนนอกที่ดี มีข้อเสียตรงไหน
ประชาธิปไตยที่แท้จริง คือประชาธิปไตยที่เหมาะสมกับประชาชนของประเทศนั้น ประชาธิปไตยไม่มีสูตรสำเร็จว่า จะต้องเป็นอย่างไร อย่าเอาประชาธิปไตยของประเทศอื่นมาอ้าง
ฝรั่งเขากินขนมปัง แต่คนไทยเรากินข้าว ทำไมต้องบังคับให้คนไทยกินขนมปังตามฝรั่ง







