
เจ้าสัวไฟแนนซ์
จำได้ว่า เรารับฝากเงิน ให้ดอกเบี้ยลูกค้าร้อยละ 12-15 ต่อปี แต่สำหรับลูกค้าที่จะกู้ เราคิดดอกเบี้ยร้อยละ 1.5-2
โดย...ซิวซี แซ่ตั้ง
ผมจำได้ว่า เรารับฝากเงิน ให้ดอกเบี้ยลูกค้าร้อยละ 12-15 ต่อปี แต่สำหรับลูกค้าที่จะกู้ เราคิดดอกเบี้ยร้อยละ 1.5-2 ต่อเดือน ซึ่งก็เท่ากับร้อยละ 18-24 ต่อปีนั่นเอง เห็นกำไรชัดๆ ในระยะแรกทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นไปได้ด้วยดี...มีลูกค้านำเงินมาฝาก และมีลูกค้ามาขอกู้เงินจากบริษัทของเรา
ตอนแรกมีการปล่อยกู้ออกไปนับ 10 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าที่อยู่ในละแวกคลองเตย และมีญาติมิตรของกรรมการในบริษัทหลายคนที่เข้ามาใช้บริการเงินกู้ด้วย ส่วนภวัฒน์ยังคง
มุ่งหน้าคิดค้นผลิตสินค้าใหม่ๆ ที่เป็นที่ต้องการของตลาดอย่างไม่หยุดยั้ง โดยที่ไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมอะไรในบริษัทไฟแนนซ์ของผมเลย
ผมเองก็ไม่รู้ภาษาไทย เขียนไม่ได้ อ่านไม่ออก หนังสือสัญญาต่างๆ ในบริษัทผมก็ไม่ค่อยรู้ ผมรู้แต่ว่า ผมต้องเซ็นเช็คร่วมกับกรรมการท่านหนึ่ง เมื่อลูกชายไม่มาช่วย การเป็นนายธนาคารของผมจึงค่อนข้างมีปัญหามากพอสมควร หลังจากดำเนินธุรกิจการเงินไปได้สักระยะหนึ่ง ราว 6 เดือน ธุรกิจเริ่มมีปัญหา เงินฝากน้อยลง แต่มีผู้มากู้มากขึ้น และลูกค้าที่กู้เงินจากบริษัทไปบางคนก็ไม่สามารถชำระเงินคืนได้ คือ ปล่อยให้เช็คเด้ง พอบริษัทไปติดตามก็พบว่า ลูกค้านั้นเป็นตัวแทนของผู้ร่วมลงทุน
ภายหลังกรรมการบริษัทหลายคนขอร้องว่าต้องผ่อนปรนให้ผู้ร่วมทุนสามารถกู้ได้ในอัตราส่วนเท่ากับเงินลงทุน แต่ทำไปทำมากรรมการหลายคนก็ส่งญาติพี่น้องมากู้แทน นำเงินจากบริษัทออกไปมากกว่าเงินลงทุนเสียอีก
ก่อนหน้านี้ผมเคยเซ็นเช็คเปล่าไว้โดยไม่ลงตัวเลข เพราะเชื่อใจกรรมการอีกท่านหนึ่ง ซึ่งการทำเช่นนั้น ผมมารู้ภายหลังว่าเป็นเรื่องที่อันตรายที่สุด นอกจากจะทำให้หมดตัวแล้ว มีโอกาสที่จะเข้าห้องขังด้วย ภวัฒน์เป็นห่วงผมมาก สั่งห้ามไม่ให้ผมเซ็นเช็คเช่นนั้น แต่ผมไม่เชื่อ และไม่คิดว่าจะมีอะไรไม่ดี เพราะผมเชื่อใจและไว้ใจหุ้นส่วน ทำให้เราสองคนพ่อลูกโกรธกันไม่พูดจากันเลยอยู่หลายเดือน แต่พอผมเริ่มเห็นความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นในบริษัท ผมก็คิดถึงคำพูดของภวัฒน์ และเริ่มมองเห็นว่า การเป็นนายธนาคารไม่ใช่เรื่องง่าย หากไม่มีระบบที่ดี และไม่มีหุ้นส่วนที่ซื่อสัตย์ต่อกัน ก็อาจทำให้บริษัทเจ๊งได้
ผมเริ่มปฏิเสธการเซ็นเช็คเปล่า เพราะเกิดความกลัวไม่อยากเข้าห้องขังอีก และเข้าไปตรวจสอบลูกค้าที่มากู้เงินมากขึ้น ถ้าผมไม่มั่นใจ ผมจะปฏิเสธไม่ปล่อยกู้ให้กับลูกค้ารายนั้น
ในที่สุดผมกับกรรมการในบริษัทก็มีปัญหา ถึงขั้นมีปากเสียงกัน และกรรมการหลายคนไม่พอใจผม มีการรวมตัวกันลงมติให้ผมออกจากตำแหน่งประธาน ซึ่งผมก็ยินดี ขณะเดียวกันผมก็ขอถอนหุ้นออกด้วย ซึ่งในช่วงนั้นบริษัทไม่มีเงินจ่ายคืนผม ต้องรอจนกว่าลูกหนี้ที่กู้เงินไปนำเงินมาชำระจึงจะมีเงินคืน ซึ่งผมก็ต้องอดทนรอ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะได้เงินคืน ต้องใช้วิธีทางการทูตไปบีบให้ผู้ที่ตั้งตัวเป็นใหญ่ในบริษัทไฟแนนซ์ยอมคืนเงินให้ผม
ยังดีที่หุ้นส่วนบางคนเป็นฝ่ายผม และเขามีอิทธิพลบ้าง ช่วยเจรจาทำให้ผมได้เงินคืน แม้เป็นเพียงเงินต้น ไม่มีผลกำไรใดๆ แต่ผมก็ดีใจที่ไม่ถูกโกง ความฝันอยากจะเป็นนายธนาคารของผมต้องสะดุดหยุดลง ไปไม่ถึงเป้าหมายในเวลาแค่ปีเศษ แต่ผมไม่ได้รู้สึกผิดหวังหรือเสียใจ ตรงกันข้ามผมรู้สึกว่าตัวเองยังโชคดี เพราะหลังจากที่ผมถอนตัวออกมาได้ไม่นานก็เกิดวิกฤต ในปี 2527 ธนาคารแห่งประเทศไทย ประกาศให้มีการปรับลอยตัวค่าเงินบาท 17% ทำให้ธุรกิจประสบปัญหาเศรษฐกิจซบเซา ซึ่งผมได้ข่าวว่าธุรกิจเครดิตที่ผมถอนตัวออกนั้น ประสบปัญหาเจ๊งไม่เป็นท่า
นับเป็นความโชคดีของผมที่ถอนหุ้นออกมาก่อน หากผมยังอยู่ มีตำแหน่งเป็นประธาน ยังทำหน้าที่เซ็นเช็ค ผมคงไม่พ้นความรับผิดชอบ ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา ผมอาจทำให้ธุรกิจของครอบครัวที่กำลังรุดหน้าไปด้วยดีต้องจบสิ้นลง และตัวผมเองอาจต้องเดินย้อนไปสู่เส้นทางเดิม ที่ต้องหลบหนีเจ้าหนี้ หรือนอนในห้องขัง
สิ่งสำคัญที่สุด คือผมได้เข้าใจภวัฒน์ดีขึ้น ที่ภวัฒน์ไม่เห็นด้วย และค้านมาตลอดก็เพราะเป็นห่วงผม ผมอยากเป็นนายธนาคารจนลืมไปว่า เขาเรียนจบมาทางด้านเศรษฐศาสตร์การเงิน การวิเคราะห์การเงิน จึงรู้ว่าธุรกิจที่ผมไปลงทุนเป็นธุรกิจที่เสี่ยงและอันตรายมาก
ความผิดพลาดครั้งนี้ เป็นบทเรียนอันมีค่าที่สอนให้รู้ว่า ถ้าไม่รู้ดี ไม่ถนัด ก็ไม่ควรทำ!!
(อ่านต่อฉบับวันเสาร์หน้า)







