
กยศ.คัดออกเด็กเกรดต่ำ 2 แก้เบี้ยวหนี้ไม่พ้นคอ
โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์
โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์
การกำหนดเงื่อนไขผู้ที่จะกู้เงินกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) จะต้องได้ผลคะแนนเฉลี่ย (เกรด) ไม่ต่ำกว่า 2.00 จะเป็นการ “การันตี” ว่าเป็นการป้องกันปัญหาเด็กเบี้ยวหนี้ กยศ.ได้หรือไม่ กำลังเป็น เรื่องที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง
กยศ.จัดตั้งมา 20 ปีแล้ว มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นที่พึ่งทางการเงินให้กับนักเรียน/นักศึกษา จากครอบครัวที่มีรายได้ต่ำไม่เกิน 2 แสนบาท/ปี ใช้จ่ายเป็นค่าเล่าเรียนและการศึกษา ปัจจุบัน กยศ.ปล่อยเงินกู้แล้วกว่า 4.5 ล้านราย วงเงินกว่า 4 แสนล้านบาท มีลูกหนี้ที่ถึงครบกำหนดชำระแล้ว 3 ล้านราย แต่ในจำนวนนี้มีถึง 2 ล้านราย ที่ยังค้างชำระ คิดเป็นมูลหนี้กว่า 5.6 หมื่นล้านบาท ถูกดำเนินคดีแล้ว 8 ราย และถึงขั้นถูกยึดทรัพย์กว่า 3,800 ราย ขณะที่รายที่ยังชำระปกติไม่มีค้างมี 1 ล้านราย ขณะที่แต่ละปี กยศ.จะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงหนี้ปีละ 100 ล้านบาท
ปัญหาสำคัญของ กยศ. คือเด็กกู้เงินไปแล้วไม่ชำระหนี้คืน คิดเป็นอัตราหนี้เสียสูงกว่า 50% กระทรวงการคลังต้องนำงบมาใส่เพิ่มในกองทุนทุกปี เพื่อให้เด็กรุ่นใหม่ได้มีโอกาสเรียนต่อ
สำหรับสาเหตุหนึ่งที่เด็กกู้เงินไปแล้วไม่ชำระหนี้คืน คือ “ขาดจิตสำนึกความรับผิดชอบ” เข้าใจผิดๆ ว่าเป็นเงินของรัฐไม่จำเป็นต้องคืน อีกเหตุผลหนึ่งคือ “ตกงาน” หรือไม่มีรายได้เพียงพอที่จะชำระหนี้คืนกองทุน
ที่ผ่านมา กยศ.พยายามที่จะหาวิธีที่ให้เด็กที่กู้เงินไปแล้วชำระหนี้คืนกองทุน ทั้งการจัดแคมเปญส่วนลดดอกเบี้ยและค่าปรับ ตลอดจนจับสลากแจกรางวัลผู้ที่จ่ายเงินคืนให้ กยศ.
ล่าสุด ได้กำหนดหลักเกณฑ์การกู้ยืมเงิน กยศ. ว่าผู้กู้ทั้งรายเก่าและรายใหม่ต้องมีผลการเรียนเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า 2.00 และต้องผ่านการทำโครงการเพื่อสาธารณะ หรือจิตอาสาไม่น้อยกว่า 36 ชั่วโมง/ปี จึงจะขอกู้ได้ เดิมจะให้มีผลบังคับใช้ปีการศึกษา 2559 แต่ต้องเลื่อนจะมาใช้ปี 2560
กยศ.ประกาศหลักเกณฑ์การกู้ใหม่ล่วงหน้ามา 1-2 ปีแล้ว เพื่อให้นักศึกษาที่ต้องการกู้เงินมีความตั้งใจเรียนมากขึ้น ช่วยยกคุณภาพการศึกษา และให้กู้ตามความจำเป็น รวมทั้งนอกจากตั้งใจเรียนในระดับหนึ่งแล้ว ต้องเป็นคนดีด้วย กยศ.จึงให้มีเรื่องของจิตอาสา
ส่วนการกำหนดเกรดเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 2.00 กยศ.มีเหตุผลว่าเด็กที่เรียนอ่อนเมื่อจบการศึกษาไปแล้วจะหางานทำยาก และอาจไม่ใช้เงินคืนกองทุน แต่เหตุผลดังกล่าวอาจจะใช้ไม่ได้ผล และยังเป็นการปิดกั้นโอกาสทางการศึกษา ทำให้เด็กเรียนอ่อนไม่ได้เรียนต่อ กลายเป็นเด็กที่ไม่มีที่ยืนในสังคม ขัดต่อหลักการของ กยศ.ที่ให้เป็นกองทุนกู้ยืมเพื่อช่วยเหลือคนยากจน
การกำหนดเงื่อนไขผู้กู้เงิน กยศ.จะต้องมีเกรดเฉลี่ยไม่ต่ำ 2.00 จึงทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก โดยเฉพาะประเด็นการปิดกั้นโอกาสการศึกษาของเด็กยากจนและเรียนอ่อน รวมทั้งแสดงความกังวลว่าเกณฑ์ดังกล่าวจะเป็นช่องโหว่ให้สถาบันการศึกษา “ปล่อยเกรด” มากขึ้น เพื่อให้นักศึกษาสามารถเข้าเกณฑ์กู้เงิน กยศ.ได้ เพราะสถาบันการศึกษาส่วนใหญ่ก็จำต้องพึ่งพิงเงินค่าเทอมจากนักศึกษาที่กู้เงิน กยศ.มาเป็นรายได้ด้วย
ไม่เพียงที่กำหนดคุณสมบัติผู้ที่จะกู้เงิน กยศ.เท่านั้น ยังกำหนดให้สถาบันการศึกษาจะต้องมีการคัดกรองนักศึกษาที่จะมากู้เงิน และมีการประเมินว่าสถาบันการศึกษาใดที่รับเด็กกู้เงิน กยศ. และเรียนจบไปแล้วมีอัตราการเบี้ยวหนี้มากที่สุด
ในมุมมองของ นพ.กำจร ตติยกวี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่ออกมาคัดค้านการใช้เกรด 2.00 มากำหนดคุณสมบัติผู้กู้เงิน กยศ. และพยายามหารือกระทรวงการคลังให้ยกเลิกกฎเกณฑ์นี้ โดยให้เหตุผลว่าที่น่าสนใจว่า
“ปัญหาของ กยศ.คือผู้กู้ไม่มาชำระหนี้ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเด็กที่เกรดไม่ถึง 2.00 ไม่ใช้หนี้ เพราะที่ผ่านมามีการสืบพบว่าคนเก่งๆ รวมทั้งหมอที่ไม่ใช้หนี้ก็มี การแก้ไขปัญหาเด็กไม่มาชำระหนี้ กยศ.นั้น ควรต้องกลับไปดูว่าใครที่มีอำนาจในการชำระหนี้ และได้ประโยชน์จาก กยศ.บ้าง” นพ.กำจร กล่าว
ปลัดกระทรวงศึกษาธิการยังได้เสนอว่า ควรให้สถาบันศึกษา มหาวิทยาลัย เป็นผู้กู้เงิน กยศ. แล้วนำเงินนั้นไปให้นักศึกษากู้ต่อ โดยใช้กติกาการกู้ยืมเหมือนเดิม เพียงแต่เปลี่ยนสถานภาพเจ้าหนี้ ลูกหนี้เท่านั้น ถ้าเด็กไม่มาคืนเงิน มหาวิทยาลัยก็ต้องรับผิดชอบ และถ้ามหาวิทยาลัยไม่ส่งเงินคืน กยศ.ก็สามารถงดการจัดสรรเงินกู้ให้มหาวิทยาลัยได้
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา กยศ.ได้มีความพยายามแก้ไขปัญหาเด็กเบี้ยวหนี้ โดยปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) พ.ศ....ฉบับใหม่ โดยกฎหมายฉบับนี้เหมือนจะ “ติดดาบ” ให้ กยศ.ให้สามารถติดตามหนี้ได้มีประสิทธิมากขึ้น เช่น การให้เริ่มคิดดอกเบี้ยจากผู้กู้ยืมนับแต่สำเร็จการศึกษา หรือเลิกการศึกษาแล้ว และให้อำนาจคณะกรรมการสามารถขอข้อมูลส่วนบุคคลของผู้กู้ยืมเงินจากหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน หรือบุคคลที่มีข้อมูลเกี่ยวกับผู้กู้ พร้อมทั้งสามารถเปิดเผยข้อมูลการกู้ยืม หรือการชำระเงินของผู้กู้ให้แก่หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน หรือบุคคลตามที่ร้องขอได้ รวมทั้งกำหนดให้องค์กรนายจ้างมีหน้าที่หักเงินเดือนพนักงานในสังกัด เช่นเดียวกับการเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายของกรมสรรพากร และในปี 2561 กยศ.มีแผนที่จะนำประวัติการชำระเงินข้อมูลผู้กู้เงิน กยศ.เข้าเป็นสมาชิกในเครดิตบูโรด้วย
แต่ไม่ว่าจะมีมาตรการใดๆ สำคัญที่สุด ในการจะแก้ไขเด็กเบี้ยวหนี้ คือการปลูกฝังจิตสำนึกความรับผิดชอบและวินัยการเงิน ให้ระลึกว่าเมื่อเป็น “หนี้ต้องจ่าย” โดยเฉพาะการเป็น “หนี้แผ่นดิน” เพราะกู้เงินจากภาษีประชาชนมาเรียนหนังสือ เพื่อสร้างอนาคตให้กับตัวเอง







