posttoday
เพิ่มงบวิจัยเป็น 2% ของจีดีพี ไปถึงคนไทยที่ฐานพีระมิด

เพิ่มงบวิจัยเป็น 2% ของจีดีพี ไปถึงคนไทยที่ฐานพีระมิด

15 กันยายน 2559

โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์

โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์

ชื่อเรื่องวันนี้น่าจะยาวหน่อยเพราะมีคำถามเชิงกังขา เริ่มจากว่าการเพิ่มงบวิจัยด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็น 1% และ 2% ของจีดีพีตามลำดับนั้น ที่จริงแล้วผลประโยชน์จะตกแก่ใคร เถ้าแก่เจ้าของกิจการ หรือคนไทยที่ฐานรากของพีระมิด แล้วก็ถกเถียงกันต่อไปอีกว่า ปัจจุบันยังมีคนไทยที่ฐานรากของพีระมิดอยู่หรือไม่ คนไทยจริงๆ แล้วหายไปไหน

จากหลักฐานข้อมูลตัวเลขเมื่อปี พ.ศ. 2554 คนไทย 60 ล้านคนนั้น เป็นคนที่ฐานรากของพีระมิดเสีย 8.8 ล้านคน หรือประมาณ 13.2% แล้วยังมีคนชายขอบที่พร้อมจะตกลงเป็นคนจนอีกเกือบ 7.7 ล้านคน หรือประมาณ 20% ซึ่งคน 2 กลุ่มนี้ รวมกันแล้วประมาณ 24.7 ล้านคน หรือประมาณ 1 ใน 4 ของประชากรทั้งประเทศ

ดังนั้น คำถามแรกจึงเป็นเรื่องกังขาว่า หากมีการเพิ่มงบวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็น 1% และ 2% ของจีดีพีตามลำดับแล้ว คนไทยอย่างนายมีนายมาตาสีตาสา หรือคนที่ฐานรากของพีระมิดจะมีความกินดีอยู่ดีขึ้นไหม แน่นอนว่า ผลที่เกิดไม่ใช่อะไรที่จะเห็นได้ว่าร่วงกรูกราวลงสู่ฐานรากเหมือนฝนตกจากฟากฟ้า แต่เชื่อว่า หากมีการวิจัยพัฒนาและนวัตกรรมที่ทำให้เกิดมูลค่าเพิ่ม (Value Added) กับสินค้าที่ส่งออกของไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตรดั้งเดิม และสินค้าที่เคยรับจ้างผลิต ย่อมจะทำให้ไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ดีขึ้น การจะต้องมองหาตลาดใหม่ๆ เพื่อขยายแค่เพียงปริมาณนั้นไม่น่าจะมีโอกาสทำได้มากนักในภาวะเศรษฐกิจโลกเช่นนี้ ดังนั้นถ้าใช้วิธีแบบเดิมๆ ส่งสินค้าเดิมๆ ตัวเลขส่งออกก็คงยังตกชนิดฉุดกันไม่ขึ้น

ตัวเลขส่งออกล่าสุดเมื่อเดือน ก.ค.ปีนี้ ที่เพิ่งผ่านตา ก็เห็นได้ว่าติดลบถึง 6.4% การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าส่งออกจึงเป็นเรื่องที่จำเป็น เช่น แรกเริ่มเดิมทีไทยก็ส่งมันสำปะหลังออกในรูปมันอัดเม็ด และพัฒนาไปเป็นมันเส้น แป้งมัน จนถึง Modify starch เป็นต้น ข้าวก็เช่นกัน มีการวิจัยและพัฒนากันมากมาย แต่มักจะเป็นการแปรรูปมากกว่าการวิจัยในขั้นสูง เช่น ผู้เขียนเคยเห็นการนำข้าวไปวิจัยเป็นยาปิดแผล แต่ในที่สุดก็หายเงียบไป หรือการนำไปใช้แก้ปัญหาแผลกดทับ แต่ดูจะเป็นการผลิตขนาดเล็ก ทำกันอยู่แค่ในวงการวิทยาศาสตร์ที่แคบ ไม่สามารถพัฒนาให้เป็นที่รู้จักและขึ้นชั้นเป็นสินค้าส่งออกได้

ตัวอย่างที่ยกมานี้ แสดงให้เห็นโอกาสที่ไทยจะมีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้นได้ ยิ่งหากเป็นสินค้าอุตสาหกรรมมูลค่าการส่งออกที่เพิ่มขึ้น ย่อมทำให้จีดีพีต่อหัวของคนไทยเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจะตกถึงใครนั้น ย่อมขึ้นกับประเด็นการกระจายรายได้มากกว่า หากจะให้ประโยชน์ตกทั่วถึงกันต้องแก้ปัญหาที่การกระจายรายได้

ยิ่งมีคำถามที่ 2 ที่เป็นเรื่องกังขาตามมาว่า หากตกไปถึงฐานรากของพีระมิดจริง ใครคือคนที่ได้ประโยชน์ ยังมีคนไทยอยู่ที่ฐานของพีระมิดมากน้อยแค่ไหน เมื่อแรงงานตามบ้านเป็นคนต่างชาติจากประเทศเพื่อนบ้านเกือบทั้งสิ้น แรงงานประมง หรือตามโรงงานต่างๆ ก็เป็นต่างชาติจากเพื่อนบ้านเช่นกัน ขนาดที่กล่าวกันว่า ตัวเลขที่แท้จริงของแรงงานต่างด้าวในประเทศไทยอาจจะมากกว่า 2 ล้านคน แล้วตอนนี้ยังมีผลสำรวจของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติว่า แรงงานต่างด้าวได้ขยับฐานะขึ้นมาเป็นเจ้าของกิจการร้านค้าย่อย หรือแผงลอยตามตลาดสดมากขึ้น ผู้เขียนเองก็เคยเดินเข้าไปในตลาดคลองเตย เพื่อซื้อเครื่องสังฆภัณฑ์แล้วก็พบด้วยความงุนงงว่าเจ้าของร้านเล็กๆ ในนั้นเป็นคนต่างด้าว แล้วคนไทยหายไปไหน

หากคิดในแง่ดีคนไทยน่าจะขยับพ้นจากฐานรากของพีระมิดขึ้นไปแล้ว อย่างน้อยก็เป็นคนชายขอบ ที่คิดเช่นนี้เพราะงานบ้านนั้นคนไทยไม่ค่อยชอบทำ งานประมงไม่ชอบทำ งานโรงงานที่เกี่ยวกับสัตว์น้ำไม่ชอบทำ งานบริการตามร้านค้าก็ไม่ใช่คนไทยอีก แต่คนไทยไปทำงานต่างประเทศ ทำงานอิสระ เช่น ขับแท็กซี่ ขับมอเตอร์ไซค์วิน ขายอาหาร (Street food) ถ้าจะดูอาชีพสงวนสำหรับคนไทยตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ยิ่งทำให้เห็นว่าคนไทยยังทำอาชีพแรงงานมีฝีมือ หรืองานที่ต้องใช้ความรู้ เช่น การทำเครื่องเขิน เครื่องถม การเจียระไนพลอย งานสถาปัตยกรรม วิศวกรรม ประดิษฐ์เครื่องแต่งกาย ให้บริการทางกฎหมาย หรืออรรถคดี ขณะที่ปล่อยแรงงาน เช่น กรรมกร ก่ออิฐ ช่างไม้ ขายของหน้าร้าน ให้ต่างด้าวทำ ยกเว้นงานขับขี่ยานยนต์หรือยานพาหนะที่คนไทยยังทำอยู่

จึงมีคำถามดังที่กล่าวแล้วข้างต้นว่า ปัจจุบันคนไทยอยู่ส่วนไหนของพีระมิดแน่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องน่าจะดำเนินการสำรวจอย่างจริงจังอีกครั้ง รวมไปถึงการศึกษาการกระจายรายได้ของไทยว่าเป็นอย่างไร มีปัญหาที่ตรงไหน และควรแก้ไขอย่างไร เพื่อให้ผลพวงทั้งหลายแหล่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตตกถึงมือคนไทยได้อย่างทั่วถึงพอสมควร

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน