
ปลัดประจวบฯแจงไม่ได้ปกป้องหนุ่มลาวซิ่งเบนซ์แหกด่าน
ปลัดจังหวัดประจวบคีรีขันธ์โพสต์เฟซบุ๊กแจงไม่ได้ปกป้องหนุ่มลาว กรณีซิ่งเบนซ์แหกด่าน
ปลัดจังหวัดประจวบคีรีขันธ์โพสต์เฟซบุ๊กแจงไม่ได้ปกป้องหนุ่มลาว กรณีซิ่งเบนซ์แหกด่าน
จากกรณีข่าวที่ลูกชายนักธุรกิจชาวลาวก่อเหตุขับรถเมอร์ซีเดส เบนซ์แหกด่านตรวจจับของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จ.ประจวบคีรีขันธ์ ทั้งยังไม่ยอมลงจากรถจนตำรวจต้องยกรถไปไว้ที่สถานีตำรวจ และมีรายงานว่าชายหนุ่มคนดังกล่าวมีอาการทางประสาทและมีกัญชาไว้ในครอบครอง กระทั่งต่อมามีการเผยแพร่คลิปวีดีโอเหตุการณ์ที่นายพงษ์พันธ์ วิเชียรสมุทร ปลัดจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้ออกมาควบคุมสถานการณ์ต่อหน้าชาวบ้าน โดยถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์ว่าพยายามปกป้องผู้กระทำผิด
ล่าสุดเมื่อวันที่ 15 ก.ย. นายพงษ์พันธ์ วิเชียรสมุทร ปลัดจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว พงษ์พันธ์ วิเชียรสมุทร โดยระบุว่า ขอชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีเบนช์ลาวฝ่าด่านประจวบคีรีขันธ์ ดังนี้
1.วันที่ 12 กันยายน 2559 รถเบ็นซ์ลาว หมายเลขทะเบียน กพ 4422 กำแพงนครเวียงจันทน์ ขับรถยนต์ฝ่าด่านตำรวจทางหลวงประจวบคีรีขันธ์ มุ่งหน้าไปภาคใต้ ผู้ต้องหาขับรถหนีไม่ยอมให้ตรวจค้น มีการไล่สกัด จนกระทั่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ ทับสะแก สกัดจับแต่ผู้ต้องหา ไม่ยอมลงจากรถ จึงใช้รถลากนำรถเบ็นช์ดังกล่าวมาไว้ที่ สภ ทับสะแก ปลัดจังหวัดซึ่งไปราชการที่อำเภอทับสะแกประสบเหตุจึงร่วมกับตำรวจขอให้ผู้ต้องหาลงจากรถแต่ผู้ต้องหาปฏิเสธ แจ้งว่าขอให้บิดามารดามาที่เกิดเหตุ จึงจะยอมลงจากรถ
2.เหตุการณ์ดังกล่าวในขณะนั้น มีสื่อมวลชนนำเสนอข่าวตลอด ตั้งแต่หลบหนีการตรวจค้นจากประจวบคีรีขันธ์จนถึงทับสะแก จึงมีชาวทับสะแกและสื่อมวลชนล้อมดูเหตุการณ์นับร้อยคน
3.บิดามารดาผู้ต้องหา เป็นนักธุรกิจชาวลาว เมื่อทราบเรื่อง จึงเดินทางโดยเครื่องบินจากเวียงจันทน์ถึงดอนเมือง หลังจากนั้นเดินทางโดยรถยนต์จากดอนเมืองถึงทับสะแก เวลา 2100 น โดยบิดามารดาชาวลาว มาพร้อมเพื่อนคนไทยอีก 2 คน รวม 4 คน เมื่อมาถึงทับสะแกผู้ต้องหาจึงยอมลงจากรถ ปลัดจังหวัด เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ตำรวจทางหลวง และฝ่ายปกครอง จึงได้ทำการตรวจค้นรถยนต์ ต่อหน้าชาวลาว และพี่น้องประชาชน
4.การตรวจค้นพบกัญชา 2.07 กรัม ไม่พบสิ่งผิดกฏหมายและสารเสพติดอื่น เช่น ยาบ้า ยาไอซ์ แต่อย่างใด จึงทำให้เป็นที่แปลกใจของเจ้าหน้าที่ สื่อมวลชน รวมทั้งชาวบ้านทั้งหลาย เหตุใดมียาเสพติดเพียงน้อยนิด ทำไมจึงต้องขับรถหนีด่านตรวจ แม้ตำรวจจะขับรถไล่ตาม ก็ยังขับรถหนีจนมาถึงทับสะแก สภาพรถยนต์ถูกยิงรอบคัน ยางแตก 4 เส้น ล้อแม็กเสียหายทั้งหมด จนเคลื่อนรถไม่ได้ ตรวจพบรอยกระสุนหลายแห่ง แต่โชคดีที่ผู้ต้องหาไม่ถูกกระสุนจนถึงชีวิตหลายคน เปรียบเทียบ ค่าซ่อมรถและชีวิต มีค่ามากกว่า การดำเนินคดีในฐานความผิดยาเสพติด
5.หลังจากการตรวจค้น ญาติผู้ต้องหาเคลือบแคลงในเรื่องความเสียหายรถยนต์ เจ้าหน้าที่ทำเกินกว่าเหตุหรือไม่ และได้แจ้งว่า ผู้ต้องหาชื่อ นายสุริยา หาบุญ อายุ 24 ปี เป็นลูกชายคนสุดท้อง มีอาการหวาดระแวงทางจิต ต้องกินยาระงับประสาทอย่างต่อเนื่อง ขาดยาไม่ได้ รวมทั้งได้แสดงหลักฐานใบรับรองแพทย์ของ นายแพทย์ พิสาสน์ เตชะเกษม โรงพยาบาลมนารมย์ บางนา กรุงเทพมหานคร ว่ามีอาการป่วยทางจิต อยู่ระหว่างการรักษา
6.ชาวบ้านที่มุงดูในขณะนั้น ไม่ทราบข้อเท็จจริงและวิพากษ์วิจารณ์ในเหตุการณ์ ฉะนั้นเพื่อสร้างความเข้าใจแก่ชาวบ้านและสื่อมวลชน เพื่อความสะดวกในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในการดำเนินคดี และเพื่อป้องกันการหวาดระแวงของผู้ต้องหาที่มีอาการไม่ปกติ ป้องกันความตระหนกตกใจของชาวลาวที่มีคนไทยนับร้อยล้อมรอบที่เกิดเหตุ
7.ปลัดจังหวัดจึงได้ชี้แจงให้ที่ประชุมชาวบ้าน ในข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ทั้งหมด รวมทั้งเห็นว่ามิใช่เรื่องใหญ่โตและอุกฉกรรจ์ แม้จะมีการขับรถหลบหนีตำรวจ แต่ผู้ต้องหาไม่มีอาวุธ ไม่ได้ทำร้ายใคร และมีอาการทางจิตประสาท สำหรับ ยาเสพติด กัญชา ในครอบครอง มีเพียง 2.07 กรัม โทษกฏหมายไทยไม่มาก หากเปรียบเทียบกับชีวิตหรือการซ่อมรถยนต์นับแสนบาท นับว่าไม่คุ้มกัน เป็นเรื่องแปลกที่ วิญญูชนปกติ จะพึงกระทำ จึงกล่าวว่าเป็นเรื่องน้อยนิด จิ๊บ มิได้ใหญ่โต
สำหรับการกล่าวว่าให้ทุกอย่างจบที่ทับสะแก ก็เพราะมิใช่เรื่องใหญ่อุกฉกรรจ์ ต้องคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนด้วย หากมีการถ่ายภาพหรือโพสต์ภาพของผู้ต้องหา ซึ่งเป็นชาวลาวมีอาการทางจิต ญาติผู้เสียหายจะได้รับความเสื่อมเสียชื่อเสียงหรือไม่ คนลาวจะรู้สึกอย่างไรกับเหตุการณ์ ส่วนการกระทำของเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างเส้นเกินกว่าเหตุหรือไม่ ประกอบกับชาวไทยนับร้อยมุงล้อมดูชาวลาว 3 คน ทำให้ผู้ต้องหาและญาติชาวลาว เกิดความหวาดกลัว อาจเกิดความรู้สึกไม่ดีต่อคนไทย และทำให้เสียความสัมพันธ์ไทยลาว จึงได้กล่าวว่าเป็น เรื่องจิ๊บ เล็กน้อย และ ขอให้จบที่ทับสะแก หลังจากกล่าวจบ ทุกคนในเหตุการณ์เข้าใจ ปรบมือ และแยกย้ายกลับบ้าน (ปรากฏตามคลิป)
8.หลังจากชาวบ้านแยกย้ายกลับ ปลัดจังหวัดจึงได้ทำความเข้าใจกับชาวลาวกรณีการยิงรถยนต์และล้อ ซึ่งได้รับความเสียหายทั้งคัน ว่าเป็นกรณีในภาวะวิสัยของเจ้าหน้าที่ เมื่อเจ้าหน้าที่เรียกตรวจ แต่ฝ่าฝืนหลบหนี จึงต้องสกัดและใช้อาวุธ เจ้าหน้าที่ไม่อาจทราบว่าผู้ต้องหา มีอาวุธหรือสิ่งผิดกฏหมายหรือไม่ และที่สำคัญ ไม่ทราบว่าผู้ต้องหามีอาการทางจิต หากเป็นตำรวจหรือปลัดจังหวัดหรือใครก็ตาม ต้องทำเช่นนี้ การกระทำจึงมิใช่เกินกว่าเหตุ ชาวลาวเข้าใจและไม่ติดใจในเรื่องนี้ ยินดีซ่อมรถยนต์โดยไม่เรียกร้องใด ๆ ทั้งสิ้น
9.ปลัดจังหวัดร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ แจ้งข้อหา 3 ข้อหา คือ 1)ทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานที่สั่งการตามหน้าที่ แล้วไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้น โดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันควร (ขับรถฝ่าด่านตรวจ 2) ขับรถเมื่อใบอนุญาตสิ้นอายุ 3)มียาเสพติดให้โทษประเภท 5 (กัญชา) ไว้ในครอบครอง
ในเบื้องต้นผู้ต้องหาไม่ยอมลงลายมือชื่อในบันทึกจับกุม แต่ปลัดจังหวัดได้อ่านบันทึกจับกุมและพูดทำความเข้าใจจนผู้ต้องหาและบิดามารดาลงนามในบันทึกจับกุม (สอบถามตำรวจ หรือ ผู้อยู่ในเหตุการณ์ได้ ) ได้นำผู้ต้องหาตรวจสารเสพติดที่โรงพยาบาลทับสะแก ไม่พบสารเสพติด และได้ขอยาระงับประสาทให้ผู้ต้องหา (ผอ.รพ.ทับสะแกได้มาในที่เกิดเหตุคืนนั้น)
10.ปลัดจังหวัดร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ปลัดอำเภอทับสะแก บันทึกจับกุมและจัดทำเอกสาร
11.ผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวที่ สภ ทับสะแก ส่วนญาติให้ ปลัดอำเภอทับสะแก หาที่พักให้ ปลัดจังหวัดจึงเดินทางกลับเวลา 02.00 น
12.พนักงานสอบสวน ได้เปรียบเทียบปรับข้อหา ที่ 1 ขับรถฝ่าด่าน 500 บาท ปรับข้อหาที่ 2 ใบอนุญาตสิ้นอายุ 200 บาท (เอกสาร 5) ส่วนข้อหาที่ 3 ยาเสพติด กัญชา ส่งศาลจังหวัด คดีหมายเลขดำที่ 667/2559 ลงวันที่ 13 กันยายน 2559
13.วันที่ 13 กันยายน 2559 พนักงานสอบสวน สภ ทับสะแก นำผู้ต้องหายื่นคำร้องขอฝากขังศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ครั้งที่ 1 มีกำหนด 12 วัน ศาลอนุญาตให้ฝากขัง คดีอยู่ระหว่างการสอบสวน ส่วนผู้ต้องหาได้รับการประกันตัว
ผู้อยู่ในเหตุการณ์และทราบข้อมูล สามารถสอบถามได้ 1.ผกก.สภ.ทับสะแก. 2.พ.ต.ท.ทัศศักดิ์ โรจนกุลเลิศ ตำรวจ 3.พ.ต.ท.สมมาตร สังข์ทอง ตำรวจ 4.พ.ต.ท.วสันต์ ลือฤทธิ์ ตำรวจ 5.ด.ต.อภิชัย มุทธากาญจน์ ตำรวจ 6.ร.ต.อ สำราญ แกมโก ตำรวจทางหลวง. 7.ร.ต.ต.พิศนุ พิพัฒน์เดชา ตำรวจทางหลวง 8.ด.ต.สถาพร ศรีพรหม ตำรวจทางหลวง 9.ส.อ.ดุษฎี สังขวิมุต ทหาร 10.ส.ท.ชูเกียรติ ทองหอม ทหาร 11.นายบรรจงศักดิ๋ โพธิ์ทอง ปลัดอำเภอทับสะแก 12.นายเจริญ รอดประดิษฐ์ สื่อมวลชน ช่อง 9 13.ผู้อำนวยการโรงพยาบาลทับสะแก 14.มล.เพ็ญประไพ หอยทอง สนง.สาธารณสุขจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 15.นายไชยนิรันดร์ พยอมแย้ม ชาวกรุงเทพ ประธานองค์กรพิทักษ์ความเป็นธรรม (คนไทยที่มากับชาวลาว) 15.ตำรวจ อส และ ชาวบ้านทับสะแก ในที่เกิดเหตุ หลายคน ฉะนั้น ปลัดจังหวัดจึงปฏิบัติหน้าที่ตามกฏหมาย มิได้มีการละเลยหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ว่าผู้กระทำผิดจะเป็นคนไทยหรือคนลาว
นอกจากการยึดถือหลักนิติศาสตร์ในการปฎิบัติงานและดำเนินคดีตามกฎหมาย หลักรัฐศาสตร์ในการทำความเข้าใจชาวบ้านและสลายการชุมนุม หลักข้าราชการในการช่วยเหลือเป็นที่พึ่งแก่ทุกฝ่าย หลักสิทธิมนุษยชนแก่ผู้ต้องหา ยังใช้ความเป็นคนไทย ที่มีน้ำใจเอื้อเฟื้อต่อชาวต่างชาติ การเผยแพร่ภาพบางตอนโดยไม่นำเสนอเรื่องราวทั้งหมด จึงทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคมได้ ตั้งแต่เกิดมา ไม่เคยรู้จักชาวลาวทั้ง 3 คน เหมือนกัน และ ก็ไม่เคยได้รับผลประโยชน์ใด ๆ แม้แต่บาทเดียว แต่หากมองว่าเป็นการช่วยเหลือคนลาว ก็ต้องขอโทษชาวไทยทุกคน...ครับ
พงษ์พันธ์ วิเชียรสมุทร ปลัดจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
14 กันยายน 2559
ที่มาจากเฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/phan.budba/posts/1087238428031357







