posttoday
รัฐบาลไม่พอใจเปิดกว้าง ปิดประตูหนุนปกป้องการค้า

รัฐบาลไม่พอใจเปิดกว้าง ปิดประตูหนุนปกป้องการค้า

15 กันยายน 2559

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

ฝ่ายสนับสนุนการค้าเสรีและฝ่ายต่อต้านขึ้นเวทีโต้วาทีกันอย่างดุเดือดนับตั้งแต่ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐจากพรรครีพับลิกัน ชูประเด็นลัทธิปกป้องขึ้นเป็นหนึ่งในนโยบายหาเสียง ด้วยการต่อต้านการค้าเสรียกแพ็กตามนโยบายหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) ของประธานาธิบดี บารัก โอบามา ของสหรัฐ และพร้อมจะปิดประตูไม่รับสินค้าจากจีน

อย่างไรก็ตาม ประเด็นลัทธิการปกป้องการค้ากลับไม่ได้เป็นเรื่องใหม่เพราะการชูประเด็นของทรัมป์ แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานแล้ว จากความพยายามปกป้องและช่วยเหลืออุตสาหกรรมภายในชาติ และความไม่พอใจต่อการใช้นโยบายการเงินที่เอื้อต่อข้อได้เปรียบค่าเงิน รวมถึงความไม่พอใจของบรรดารัฐบาลจากการค้าที่ลดความสามารถในการใช้นโยบายการคลังช่วยเหลือความต้องการในชาติ อย่างเช่นที่ สัทยาจิต ดาส อดีตนายธนาคารซึ่งผันตัวมาเป็นนักวิชาการเปิดเผยผ่านคอลัมน์ของ
สำนักข่าวบลูมเบิร์ก

“ข้อแก้ตัวของการปกป้องการค้าฟังดูใสซื่อและมีหลายเหตุ ทั้งเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมระดับชาติและธุรกิจชั้นยอด และเพื่อได้ตลาดส่งออกและข้อได้เปรียบในการแข่งขัน ยิ่งไปกว่านั้นคือ การเพิ่มการจ้างงานและรายได้” นักวิชาการคนดังกล่าว ระบุ

ส่วนหนึ่งที่ลัทธิปกป้องการค้าได้รับความสนใจไปทั่วโลก เป็นผลมาจากความไม่เท่าเทียมที่เพิ่มขึ้นในช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งธนาคารกลางต่างเทเงินลงระบบเศรษฐกิจ แต่กลับไม่ถึงมือผู้บริโภคและเอื้อประโยชน์ให้แก่เศรษฐี โดยผู้ไม่พอใจต่อลัทธิการค้ามักเป็นฐานเสียงของนักการเมือง ซึ่งนักการเมืองที่ต้องการรักษาฐานเสียงส่วนนี้เอาไว้ ย่อมไม่มีทางสนับสนุนการค้าเสรี

อย่างไรก็ตาม ดาส อ้างข้อมูลของโกลบอลเทรดอะเลิร์ท หน่วยงานอิสระซึ่งคอยตรวจสอบผลกระทบจากนโยบายต่อการค้า ระบุว่า แค่เพียง 10 เดือนแรกของปี 2015 ที่ผ่านมา รัฐบาลทั่วโลกออกมาตรการที่กระทบต่อเสรีด้านการค้าระหว่างประเทศ การลงทุน การจ้างงาน หรือทรัพย์สินทางปัญญามากถึง 539 ครั้ง ซึ่งมากที่สุดทำสถิติ

จากข้อมูลดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าภาครัฐทั่วโลกพยายามจะปิดประตูการค้าเสรีเช่นเดียวกัน ด้วยเหตุผล 3 ประการดังนี้

ประการแรก ความพยายามปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศนั้น เห็นได้ชัดที่สุดจากเหตุการณ์ปะทะกันล่าสุดระหว่างสหรัฐและจีน โดยสหรัฐฟ้ององค์การการค้าโลก (ดับเบิ้ลยูทีโอ) ในข้อหาที่จีนให้เงินอุดหนุนสินค้าเกษตรมากกว่าที่นานาชาติตกลงกันไว้ที่ 8.5% ของราคาสินค้าอ้างอิง

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวแสดงให้เห็นความพยายามในการปกป้องการค้าของจีน ที่ต้องการช่วยเหลือผู้ผลิตในประเทศ ในขณะที่ด้านสหรัฐเองก็ไม่พอใจต่อการนำเข้าสินค้าเกษตรจากจีน ซึ่งมีราคาถูกกว่าและกระทบกับการจ้าง โดยสหรัฐระบุว่า ถ้าจีนทำตามกฎของดับเบิ้ลยูทีโอจริง การส่งออกสินค้าเกษตรของสหรัฐคงมากกว่าระดับปัจจุบันที่ 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ/ปี (ราว 7 แสนล้านบาท) หรือคิดเป็นการจ้างงาน 2 แสนอัตรา

นอกจากเรื่องสินค้าเกษตรแล้ว จีนยังโดนโจมตีจากทั้งสหรัฐและสหภาพยุโรป (อียู) ในเรื่องการให้เงินอุดหนุนผู้ส่งออกเหล็กจีนให้สามารถส่งออกได้ในราคาถูก ส่งผลให้เหล็กที่ผลิตจำนวนมหาศาลในจีนไหลออกมาท่วมตลาดโลก อย่างไรก็ตาม จีนได้ปฏิเสธการให้เงินอุดหนุนดังกล่าว และในการประชุมกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 20 ชาติ (จี20) ก็เห็นความพยายามในการช่วยกันลดปริมาณการผลิตเหล็กของจีน ด้วยการติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง

ประการที่สอง การใช้นโยบายการเงินเพื่อกดค่าเงินในประเทศให้อ่อนค่า เห็นได้ชัดที่สุดจากญี่ปุ่นที่ถูกโจมตีในการใช้นโยบายการเงิน ทั้งการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งลดลงไปต่ำกว่า 0% เมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา และการซื้อคืนสินทรัพย์มหาศาลถึงปีละ 80 ล้านล้านเยน (ราว 24 ล้านล้านบาท) ส่งผลให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของเอกชนญี่ปุ่นในการส่งออกสินค้า แต่กลับทำให้ประเทศซึ่งค่าเงินแข็งกว่า เสียเปรียบเมื่อส่งออกสินค้ามายังญี่ปุ่น

ขณะเดียวกัน การใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายอย่างเข้มข้นยังทำให้กระแสเงินทุนปั่นป่วนเข้าไปยังหลายประเทศ เช่น สวิตเซอร์แลนด์ จีน บราซิล เกาหลีใต้ และอินเดีย จนต้องออกนโยบายเพื่อช่วยในการป้องกันเงินทุนไหลเข้าที่มากเกินไปในหลายรูปแบบ ทั้งปิดตายหรือแง้มประตู อย่างไรก็ตาม ดาส ระบุว่า ความพยายามดังกล่าวของตลาดเกิดใหม่กลับได้รับความชื่นชมจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ยิ่งแสดงให้เห็นถึงกระแสที่เปลี่ยนไปเข้าหาลัทธิปกป้องมากขึ้น

ประการที่สาม รัฐบาลไม่พอใจที่การโลกาภิวัตน์ทำให้ประสิทธิภาพของนโยบายลดลง ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกชะลอตัว โดยการใช้นโยบายการคลังเป็นไปเพื่อเพิ่มแรงซื้อภายในประเทศ แต่ประสิทธิภาพกลับลดลงเมื่อเงินที่ไหลลงไปในระบบเศรษฐกิจหลุดออกไปนอกประเทศ หรือเพิ่มแรงซื้อสินค้าจากนอกประเทศ มากกว่าที่จะช่วยเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศ

ไม่เพียงเท่านั้น กิจการนอกประเทศอาจเข้ามาและตกลงกับรัฐบาลเพื่อให้ได้ภาษีที่ถูกกว่าระดับปกติ ขณะที่รัฐบาลก็สามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ อย่างกรณีที่เกิดขึ้นระหว่างแอปเปิ้ล อิงค์ บริษัทเทคโนโลยีจากสหรัฐ ซึ่งมีการตกลงด้านภาษีกับไอร์แลนด์ จนสร้างความไม่พอใจให้แก่อียูและสั่งให้แอปเปิ้ลจ่ายภาษี 1.3 หมื่นล้านยูโร (ราว 4.9 แสนล้านบาท)

ไม่ใช่แค่ประชาชนเท่านั้นที่ไม่พอใจการเปิดกว้างทั้งการเคลื่อนย้ายเงินทุนอย่างเสรีและการค้า แต่รัฐบาลที่คอยกุมบังเหียนประเทศเองก็ไม่พอใจต่อการเปิดกว้างดังกล่าวเช่นกัน

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน