
ภัยเงียบ
โดย...อรุณ จิรชวาลา
โดย...อรุณ จิรชวาลา
เราได้ยินข่าวการระบาดของไวรัสซิกาในบราซิลกับประเทศละตินอเมริกาอื่นๆ มานานนับปีแล้ว ภาพเด็กทารกหัวลีบปรากฏให้เห็นในทีวีและในหน้าหนังสือพิมพ์ แต่เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกิดคนละซีกโลก
และเป็นโรคที่คนเป็นไม่เกิดอาการเจ็บป่วยรุนแรง เราจึงไม่สนใจกันมากนัก
สังเกตว่าในช่วงที่บราซิลจัดแข่งโอลิมปิก มีผู้คนจากทั่วโลกเดินทางเข้าออกบราซิลกันมากมาย โดยไม่ได้มีการตื่นกลัวไวรัสนี้กัน จะมีบ้างก็คือการเตือนหญิงตั้งครรภ์ให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปที่นั่นโดยไม่จำเป็น รวมทั้งมีข่าวนักกีฬาชาติตะวันตกบางคนถอนตัวจากการแข่งขัน
ผมก็ไม่ทราบว่าคนที่ไปแข่งและไปชมโอลิมปิกจะนำเชื้อนี้ติดตัวออกมามากน้อยแค่ไหน แต่หลังจากนั้นไม่นานก็มีข่าวการระบาดในสิงคโปร์ และจำนวนรายที่ตรวจพบก็ทวีขึ้นอย่างรวดเร็ว ภายในเวลาเพียงไม่กี่วันมีกว่า 300 รายแล้ว นอกจากนี้มีการตรวจพบในประเทศเพื่อนบ้านของเราอีกหลายประเทศ และล่าสุดมีข่าวตรวจพบในพื้นที่เขตสาทรในใจกลางกรุงเทพฯ กว่า 20 ราย รวมทั้งหญิงครรภ์แก่คนหนึ่งซึ่งสามีเพิ่งเดินทางกลับจากสิงคโปร์ หลังจากนั้นหญิงคนนั้นก็คลอด เด็กทารกดูเป็นปกติ ตรวจเลือดตรวจปัสสาวะแล้วไม่มีเชื้อ แต่ก็จะมีการติดตามประเมินผลอย่างใกล้ชิดต่อไป
ผมเห็นใจรัฐบาลที่ไม่อยากให้ประชาชนตื่นตระหนก และพยายามทำให้ข่าวที่ออกมามีประเด็นให้ถกเถียงน้อยที่สุด ส่วนหนึ่งอาจจะเกรงผลกระทบที่จะมีต่อการท่องเที่ยวด้วย แต่ขอพูดตรงๆ นะครับ เรื่องแบบนี้หากดูลุกลนเกินไป บางครั้งอาจเกิดผลเสียมากกว่าผลดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากทำให้เกิดความรู้สึกว่า ข้อมูลและการวิเคราะห์ไม่ครบถ้วนหรือขัดแย้งกันเอง เมื่อใดที่ภาครัฐสูญเสียความน่าเชื่อถือ สถานการณ์อาจจะยิ่งเลวร้าย
มีหลายประเด็นที่ผมคิดว่าน่าเป็นห่วงสำหรับสังคมไทย แต่ก่อนอื่นขอปูพื้นฐานสั้นๆ นะครับ
โรคนี้เป็นโรคค่อนข้างใหม่ ได้ชื่อซิกามาจากป่าในประเทศยูกันดาเนื่องจากพบเชื้อเป็นครั้งแรกที่นั่นในปี 1947 โดยเป็นการพบในลิงต่อมาในยุง และหลังจากนั้นอีกหลายปีจึงพบในคน เป็นเชื้อในตระกูลเดียวกับโรคที่มียุงลายเป็นพาหะอื่นๆ เช่น ไข้เลือดออกกับไข้เหลือง ต่างกันที่แต่เดิมเชื้อจะฝังตัวอยู่ในลิง และคนจะติดเชื้อเมื่อยุงไปกัดลิงแล้วมากัดคนเท่านั้น จำนวนคนที่ติดเชื้อจึงมีไม่มากนัก ส่วนใหญ่อยู่ในเขตร้อนชื้นใกล้เส้นศูนย์สูตรในทวีปเอเชียกับแอฟริกา
การระบาดรุนแรงเริ่มเป็นครั้งแรกเมื่อปีที่แล้วนี่เอง ที่ประเทศบราซิลและต่อเนื่องไปยังประเทศในละตินอเมริกากับหมู่เกาะคาริเบียนอื่นๆ ประมาณว่าปัจจุบันมีคนติดเชื้อในบราซิลประเทศเดียวกว่าล้านคนและมีเด็กหัวลีบแล้วนับพันคน โดยเข้าใจว่าเป็นเชื้อที่ข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกเข้าไป และเข้าใจว่ามีการกลายพันธุ์ ทำให้ติดต่อจากคนป่วยสู่คนดีโดยมียุงลายเป็นพาหะได้โดยง่าย
สิงคโปร์เป็นประเทศแรกนอกเขตละตินอเมริกาและคาริเบียนที่พบการระบาดในวงกว้าง สำหรับประเทศไทย ประเด็นที่ผมเป็นห่วงมีดังนี้
หนึ่ง โรคนี้ไม่ถึงกับเป็นโรคใหม่สำหรับเรา ในหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉลี่ยเราจะตรวจพบผู้ติดเชื้อทั่วประเทศปีละประมาณ 5 ราย แต่ครั้งนี้เราตรวจพบในเขตสาทรเขตเดียวกว่า 20 ราย จึงเป็นไปได้ว่าเป็นสายพันธุ์ใหม่ หรือสายพันธุ์เดิมที่กลายพันธุ์จนระบาดง่าย
สถิติตามรายงานของทางการอาจจะต่ำกว่าที่เป็นจริงมาก เพราะอาการป่วยไม่รุนแรง บางรายอาจทานยาแก้ไข้ แก้ปวด หรือปล่อยให้หายเอง บางรายอาจไปคลินิกเอกชนที่ไม่ได้รายงานผลให้ทางการทราบ นอกจากนี้ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ อาจจะถึง 80% ไม่มีอาการป่วยใดๆ ด้วยซ้ำไป ผมไม่อยากคาดเดาว่าตัวเลขการติดเชื้อที่แท้จริงอาจจะขึ้นไปถึงเท่าไรแล้ว
สอง ผมยังไม่เห็นการตื่นตัวของคนไทย ข่าวที่ออกมาตามสื่อต่างๆ ก็ไม่ใช่ข่าวใหญ่ ภาพของเด็กไทยหัวลีบ เพราะสมองไม่พัฒนา ยังไม่มีให้เห็น อาจจะต้องเห็นเสียก่อนจึงจะเริ่มหวาดกลัวกัน แต่ผมก็ภาวนาว่าขออย่าให้มีวันนั้น
สาม บ้านเรายุงเยอะ ยังมองไม่เห็นหนทางที่จะกำจัดได้หมด และแทบจะไม่มีทางป้องกันไม่ให้ถูกยุงกัด การที่สาธารณสุขบอกว่าจะมีมาตรการกำจัดยุงในรัศมี 100 เมตร จากจุดที่พบผู้ติดเชื้อ ผมจึงคิดว่าน่าจะได้ผลในวงจำกัด และไม่ใช่หลักประกันในการป้องกันการระบาด
สี่ โรคนี้ติดต่อได้ทางเพศสัมพันธ์และในการถ่ายเลือด ซึ่งธุรกิจบริการทางเพศในบ้านเราเป็นธุรกิจใหญ่ จึงมีโอกาสที่จะระบาดผ่านช่องทางนี้ นอกจากนี้ผมเข้าใจว่ายังไม่มีการตรวจเชื้อไวรัสซิกาในการบริจาคเลือด รวมทั้งไม่แน่ใจว่าเราจะเริ่มทำอย่างจริงจังและทั่วถึงได้เมื่อไร
ห้า ดูผิวเผินไวรัสซิกาน่ากลัวน้อยกว่าไข้เลือดออกมาก เพราะไข้เลือดออกอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เช่น ที่เกิดกับนักแสดงชื่อดังคนหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงหากไม่เกิดการเข้าใจผิด และได้รับการดูแลอย่างถูกวิธี ผู้ป่วยไข้เลือดออกก็มักจะไม่เป็นอะไรมาก และเมื่อหายแล้วก็หมดเรื่องไป ต่างจากกรณีไวรัสซิกา เมื่อเชื้อผ่านจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง ไปจนถึงหญิงตั้งครรภ์ เชื้อจะสามารถผ่านด่านป้องกันของรกไปถึงตัวเด็กได้ และที่สำคัญการพัฒนาที่ผิดปกติของสมองเด็กอาจไม่แสดงให้เห็นในทันที โดยการมีหัวลีบเล็ก แต่อาจไปแสดงออกหลังจากนั้นหลายปี
ล่าสุด ผลของการวิจัยพบว่า ไวรัสซิกาอาจมีผลต่อเซลล์สมองของผู้ใหญ่ได้ด้วย
หก ยังไม่มีวัคซีนป้องกันและไม่มียารักษา ต่างจากไข้เลือดออกและไข้เหลืองที่มีวัคซีนแล้ว
สำหรับวัคซีน ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนทดสอบกับหนู ข่าวดีคือพบว่าได้ผลดี แต่คงต้องใช้เวลาอีกประมาณสิบปีกว่ากระบวนการวิจัยจะครบถ้วน และสรุปว่าปลอดภัยสำหรับใช้กับมนุษย์ในวงกว้าง
องค์การอนามัยโลกจัดให้ไทยเป็น 1 ใน 10 ประเทศในเอเชียกับแอฟริกาที่เสี่ยงต่อการระบาดสูงสุด ตั้งแต่ก่อนจะมีข่าวเรื่องพบผู้ติดเชื้อในเขตสาทรด้วยซ้ำไป
ผมอยากเห็นรัฐบาลเอาจริง คุมเข้ม และใช้มาตรการเฝ้าระวังขั้นสูงสุด แทนที่จะพยายามปลอบใจประชาชนว่าไม่ต้องเป็นห่วง ควรทำตรงกันข้าม คือต้องกระตุ้นแรงๆ ให้เกิดการตื่นตัว จะได้ระวังไม่ให้ตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ
อยากให้รัฐบาลบอกความจริงกับประชาชนและกับชาวโลกโดยไม่อ้อมค้อม เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของความน่าเชื่อถือไว้ให้ดีที่สุด และหากจำเป็นก็อาจต้องประกาศให้หญิงในวัยเจริญพันธ์ุชะลอการตั้งครรภ์ออกไปก่อน
ท้ายที่สุด อยากฝากให้ตรวจสอบลิงในสวนสัตว์ด้วยครับ







