
งานไปไหน
เมื่อเศรษฐกิจอเมริกาเริ่มที่จะฟื้นตัวดีขึ้น ปัญหาเรื่องคนตกงานก็ดูจะห่างหายไปพอสมควร จากในช่วงพีกของวิกฤตเศรษฐกิจที่อัตราว่างงานในสหรัฐทะลุไปกว่า 10% ได้ลดลงมาอยู่ที่ระดับราวๆ 4.9% เท่านั้น
เมื่อเศรษฐกิจอเมริกาเริ่มที่จะฟื้นตัวดีขึ้น ปัญหาเรื่องคนตกงานก็ดูจะห่างหายไปพอสมควร จากในช่วงพีกของวิกฤตเศรษฐกิจที่อัตราว่างงานในสหรัฐทะลุไปกว่า 10% ได้ลดลงมาอยู่ที่ระดับราวๆ 4.9% เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม หากลงลึกในรายละเอียดจะพบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นได้เปลี่ยนจากปริมาณของคนตกงาน ไปเป็นช่วงอายุของคนตกงาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ใหญ่ตอนปลายมากกว่า
มาร์ก มิลเลอร์ คอลัมนิสต์ของรอยเตอร์ส ได้ระบุไว้ว่า กลุ่มคนทำงานวัยผู้ใหญ่กลายเป็นกลุ่มคนที่ถูกลืมขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐกำลังฟื้นตัว และปัจจุบันยังมีคนกลุ่มนี้หลายล้านคนที่ยังไม่สามารถหางานทำได้
แม้ตัวเลขอย่างเป็นทางการสำหรับคนว่างงานวัย 55 ปีขึ้นไป จะอยู่ที่เพียง 3.5% แต่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะหลายคนยอมทำงานพาร์ตไทม์แทนที่จะมัวรอได้งานเต็มเวลา และอีกส่วนหนึ่งล้มเลิกการหางานทำไปโดยปริยาย ซึ่งหากรวมคน 2 กลุ่มนี้เข้าไป ตัวเลขจะพุ่งไปถึง 8.7%
ที่จริงแล้วเรื่องนี้ไม่ได้น่าแปลกใจอะไรมากนักและก็เป็นกันในแทบจะทุกประเทศ ที่คนหนุ่มสาวและผู้ใหญ่ตอนกลางมักจะได้โอกาสในการทำงานมากกว่า ยิ่งหลังผ่านวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่มา การเลือกงานก็แทบจะเป็นไปไม่ได้ไม่ว่าจะมีประวัติเพียบพร้อมแค่ไหนก็ตาม
ที่น่าสนใจกว่าก็คือ ตำแหน่งงานในตลาดไม่ได้ลดลงเพราะพิษเศรษฐกิจเสียทีเดียว แต่มาจากการเปลี่ยนแปลงในแต่ละอุตสาหกรรมมากกว่า ที่พอจะเห็นได้ชัดเจนก็เช่น อุตสาหกรรมพลังงานและการเงิน ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในสหรัฐ แต่เป็นในหลายตลาด เช่น สิงคโปร์ และจีน
อุตสาหกรรมพลังงานมีการทยอยเลย์ออฟกันไปทั่วโลกตั้งแต่ 2 ปีก่อน หลังจากที่ราคาพลังงานตกต่ำมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงกลางปี 2014 ทำให้คนในแวดวงทุกระดับตั้งแต่คนงาน ผู้จัดการ วิศวกร ไปจนถึงซีอีโอของธุรกิจต้นน้ำปลายน้ำที่เกี่ยวข้องและสายป่านไม่ยาวพอ สามารถกลายเป็นคนตกงานได้ทั้งหมด
จุดนี้นับเป็นการสะท้อนได้เป็นอย่างดีว่า ไม่ว่าจะมีวุฒิการศึกษาดีและผ่านประสบการณ์มาพร้อมขนาดไหน ก็หนีไม่พ้นวัฏจักรขาขึ้นขาลงของอุตสาหกรรม โดยเฉพาะวงการน้ำมันที่นอกจากจะเป็นไปตามกลไกตลาดและภาวะเศรษฐกิจโลกแล้ว ก็ยังมีเรื่องของการเมืองระหว่างประเทศมาเป็นปัจจัยกดดันด้วย
ขณะที่อุตสาหกรรมการเงินนั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงมาจากภาคเทคโนโลยีการเงิน (ฟินเทค) ที่ทำให้ใช้เทคโนโลยีมาอำนวยความสะดวกขึ้นโดยใช้คนทำงานลดลง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับช่วงขาขึ้นหรือขาลงเหมือนพลังงาน แต่เป็น Disruption ที่เปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรม ทำให้ปริมาณงานลดลง และตำแหน่งงานเปลี่ยนไปอยู่ในกลุ่มงานเทคโนโลยีซอฟต์แวร์มากขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้ยังเกิดกับอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ใช้และกำลังจะใช้หุ่นยนต์ (โรบอท) และปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ)
หมายความว่าหากเป็นคนทำงานในวัยผู้ใหญ่ก็มีความเสี่ยงที่จะตกงานได้เพราะพิษเศรษฐกิจหรือวัฏจักรขาขึ้น-ลงของอุตสาหกรรม และยังเสี่ยงที่จะเป็นการตกงานยาวเสียด้วย ขณะที่คนในวัยผู้ใหญ่ลงมาจนถึงวัยรุ่นก็เสี่ยงที่ตลาดงานจะแคบลงเช่นกัน หากยังเป็นแรงงานที่ตลาดงานไม่ต้องการ







