posttoday
ยกเครื่องที่ดิน  ฟื้นรถไฟพ้นล้มละลาย

ยกเครื่องที่ดิน ฟื้นรถไฟพ้นล้มละลาย

13 กันยายน 2559

การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เป็น 1 ใน 7 รัฐวิสาหกิจที่อยู่ในแผนฟื้นฟูกิจการ ตามคำสั่งคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือซูเปอร์บอร์ด ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธาน แต่การฟื้นฟูกว่า 1 ปีที่ผ่านมาล่าช้ามาก และยังไม่มีสัญญาณว่าการดำเนินการที่ทำอยู่ในปัจจุบันจะส่งผลให้ฐานะขององค์กรเข้มแข็งขึ้น

การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เป็น 1 ใน 7 รัฐวิสาหกิจที่อยู่ในแผนฟื้นฟูกิจการ ตามคำสั่งคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือซูเปอร์บอร์ด ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธาน แต่การฟื้นฟูกว่า 1 ปีที่ผ่านมาล่าช้ามาก และยังไม่มีสัญญาณว่าการดำเนินการที่ทำอยู่ในปัจจุบันจะส่งผลให้ฐานะขององค์กรเข้มแข็งขึ้น

ล่าสุด ในปี 2558 รฟท.มีผลขาดทุนจากการดำเนินงาน 3,800 ล้านบาท แต่เมื่อรวมภาระดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายอื่น ส่งผลให้ขาดทุนสุทธิกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท รวมแล้วขาดทุนสะสมทะลุ 1 แสนล้านบาท รายได้จากการเดินรถอย่างเดียวจึงไม่สามารถทำให้ รฟท.พ้นจากวิกฤตได้

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ระบุว่า การฟื้นฟูฐานะของ รฟท.น่าเป็นห่วง เพราะมีผลขาดทุนอยู่มาก ซึ่ง สคร.เห็นว่าหัวใจของการแก้ปัญหาของ รฟท. คือ การพัฒนาที่ดินที่ไม่เกี่ยวกับระบบรางอยู่ถึง 3.6 หมื่นไร่ ที่ควรนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้มากขึ้น

ปัจจุบัน แม้ รฟท.จะมีแผนแลกที่ดินบริเวณสถานีมักกะสันกับกระทรวงการคลัง เพื่อปลดหนี้ 5-7 หมื่นล้านบาท แต่ยังติดข้อกฎหมายที่ต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง และเป็นเพียงการบริหารที่ดินของ รฟท.เพียงแปลงเดียว จากที่ดินจำนวนมากที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ โดยหลังจากกระทรวงการคลังเข้าไปตรวจสอบ เบื้องต้นพบว่า รฟท.บริหารที่ดินส่วนที่ไม่ใช้เพื่อการเดินรถได้ผลตอบแทนต่ำมาก ค่าเช่าเฉลี่ยเพียงไร่ละ 1 บาท คนร.จึงตั้งคณะกรรมการพิเศษขึ้น มี อำนวย ปรีมนวงศ์ รองปลัดกระทรวงการคลัง และเป็นกรรมการ รฟท. เข้าไปสำรวจสัญญาการเช่าและการใช้ที่ดินของ รฟท.ทั้งหมด เพื่อนำมาปรับปรุงการบริหารพื้นที่ให้มีผลตอบแทนมากขึ้น

ทั้งนี้ อำนวย เปิดเผยว่า คณะทำงานมีหน้าที่ทำโรดแมปและแผนปฏิบัติการ รวมถึงกำหนดตัวชี้วัดในการพัฒนาที่ดินของ รฟท.ทั้งหมด เพื่อหารายได้ให้ รฟท.ให้ได้มากและยั่งยืนที่สุด โดย รฟท.รายงานข้อมูลว่า มีที่ดินทั้งหมด 2.47 แสนไร่ ใช้เพื่อการเดินรถ 1.98 แสนไร่ และไม่ได้ใช้เพื่อการเดินรถ 3.6 หมื่นไร่ คณะทำงานจึงจะเข้าไปเอกซเรย์พื้นที่ส่วนนี้และจัดให้มีการใช้ประโยชน์มากที่สุด โดยที่ดิน 3.6 หมื่นไร่ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 ที่ดินที่มีศักยภาพต่ำ ให้เช่าเพื่ออยู่อาศัย ทำการเกษตร มีทั้งหมด 9,000 สัญญา เนื้อที่ 2.1 หมื่นไร่  รฟท.มีรายได้จากค่าเช่าปีละ 63 ล้านบาท ต่ำมากเมื่อเทียบกับที่ดินอีก 2 ใน 3 ที่ไม่ได้ใช้เพื่อการเดินรถ จึงสั่งการให้ รฟท.ไปทบทวนราคาประเมินและราคาที่ดินใหม่ เพื่อปรับราคาค่าเช่าเพิ่มขึ้น

กลุ่มที่ 2 ที่ดินที่มีศักยภาพปานกลาง เช่น ที่ดินเช่าตลาดนัดจตุจักรมี 5,500 สัญญา เนื้อที่ 7,200 ไร่ รฟท.มีรายได้ปีละ 2,000 ล้านบาท ได้ให้ไปทบทวนศักยภาพของที่ดินใหม่ เพราะมีหลายแปลงควรเป็นที่ดินในกลุ่มที่มีศักยภาพสูง เช่น ที่ดินบริเวณสวนจตุจักรที่ให้เอกชนเช่าเพื่อทำอาคารพาณิชย์ เป็นต้น

สำหรับกลุ่มที่ 3 ที่ดินมีศักยภาพสูง มีการซอยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือ 1.ที่ดิน 5 แปลงใหญ่ ได้แก่ ที่ดินบริเวณตึกแดงติดกับบริษัท เอสซีจี ที่ดินสถานีรถไฟบางซื่อ ที่ดินสถานีแม่น้ำ ที่ดิน กม.11 และที่ดินสถานีมักกะสัน เนื้อที่ 1,500 ไร่ ที่ถือว่าเป็นขุมทรัพย์ของ รฟท.หากให้เอกชนเข้ามาพัฒนาในเชิงพาณิชย์

กลุ่มที่ 2 เป็นที่ดินบริเวณ 25 สถานีทั่วประเทศที่มีศักยภาพเนื้อที่ 4,700 ไร่ กลุ่มที่ 3 ที่ดินสวนจตุจักร สวนรถไฟ เนื้อที่ 900 ไร่ และกลุ่มที่ 4 พื้นที่ว่างเปล่าของ 43 สถานี เนื้อที่ 300 ไร่ ทั้งหมดล้วนอยู่ในเมืองใหญ่ มีเศรษฐกิจที่เจริญ สามารถพัฒนาเพื่อหารายได้ในเชิงพาณิชย์ได้ไม่ยาก

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาที่ดินของ รฟท.ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ว่าจะเป็นการต่อต้านจากสหภาพที่ไม่ต้องการให้เข้ามาแตะรื้อของเดิม ทำให้รัฐบาลที่ผ่านมาถูกต่อต้านอย่างหนักเมื่อเข้าไปแตะที่ดินส่วนนี้ และรัฐบาลชุดนี้ก็ไม่ได้แตกต่างไปกว่ารัฐบาลในอดีต และยังมีปัญหาข้อกฎหมายที่เป็นอุปสรรคอีกมาก รวมถึงปัญหาผังเมือง

ดังนั้น แผนยกเคร่ื่องพัฒนาที่ดินของ รฟท.ครั้งใหญ่นี้ เป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะรถเจอปัญหาขาดทุนเรื้อรังมานานมาก การหารายได้จาการเดินรถเพื่อชำระหนี้ ไม่มีทางที่ รฟท.จะพ้นจากภาวะล้มละลายได้ และหนีไม่พ้นต้องนำเงินภาษีของประชาชนเข้าไปถมภาวะขาดทุน

ที่สำคัญ การนำที่ดินของ รฟท.มาให้เอกชนพัฒนาเพื่อเชิงพาณิชย์ จะเกิดประโยชน์กับ รฟท.และเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้เกิดการลงทุนโครงการใหญ่ เกิดการบริโภค ทำให้เงินหมุนเวียน ซึ่ง สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ผลักดันมาตั้งแต่สมัยทำงานอยู่ในรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร แต่ไม่ประสบความสำเร็จ

แต่ทว่ารัฐบาลปัจจุบันมีอำนาจเต็มมือ นายกรัฐมนตรีให้การสนับสนุนเต็มที่ผ่านการเป็นประธาน คนร. ทำให้การยกเครื่องที่ดิน รฟท.เดินทางมาได้ไกลกว่าทุกครั้ง เหลือแต่การทำแผนการพัฒนาให้ชัดเจน ขณะที่ปัญหาข้อกฎหมายที่ยังติดอยู่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะมีอำนาจมาตรา 44 ของนายกรัฐมนตรี เป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกให้การยกเครื่องที่ดิน รฟท.เดินหน้าได้ต่อไป ส่งผลให้การฟื้นฟู รฟท.หลุดพ้นจากองค์กรที่ล้มละลาย พ้นจากอาการโคม่ามากที่สุดหลังจากพยายามกันมาหลายสิบปี

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI