posttoday
เบี้ยวหนี้จีนพุ่งทะยาน ปฏิรูปงานยาก เร่งคุมตลาดบอนด์ก่อน

เบี้ยวหนี้จีนพุ่งทะยาน ปฏิรูปงานยาก เร่งคุมตลาดบอนด์ก่อน

13 กันยายน 2559

การที่รัฐบาลประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ประกาศการปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจในเชิงโครงสร้างหลายด้าน

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

การที่รัฐบาลประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ประกาศการปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจในเชิงโครงสร้างหลายด้าน อาทิ การปรับโมเดลลดพึ่งพาการส่งออก หันมากระตุ้นการบริโภคภายในมากขึ้น หรือการหันมาลดกำลังการผลิตส่วนเกินในประเทศลงนั้น นับเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าในระยะยาวเศรษฐกิจจีนจะเติบโตอย่างยั่งยืนและมีคุณภาพมากขึ้น

ทว่า ในระยะสั้นนั้นย่อมฏิเสธไม่ได้ว่าจีนจะต้องเผชิญวิบากกรรมผ่านช่วงเวลาอันยากลำบากของการปรับโครงสร้างไปอีกพักใหญ่ ดังที่ทั่วโลกได้เห็นไปแล้วกับตัวเลขการส่งออก-นำเข้า และผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของจีนที่ซบเซาหนักมาระยะหนึ่งตั้งแต่ปีถึงสองปีที่แล้ว 

และล่าสุดในปีนี้ จีนก็กำลังเผชิญความท้าทายอีกระลอกกับสัญญาณการเบี้ยวหนี้ของภาคเอกชน ที่กำลังพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ตั้งแต่เปิดศักราชใหม่ปี 2016 จนถึงช่วงกลางเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา มีบริษัทเอกชนและรัฐวิสาหกิจของจีนผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ (Default) ไปแล้วถึง 41 ราย ซึ่งนับเป็นจำนวนที่สูงที่สุดทุบสถิติของจีนและสูงกว่าอัตราการเบี้ยวหนี้ขในช่วง 2 ปีที่ผ่านมารวมกัน โดยมีวงเงินรวม 2.54 หมื่นล้านหยวน

ทว่า หากดูจากทิศทางที่มีบริษัทในจีนถูกลดอันดับเครดิตลงถึงกว่า 1,000 แห่ง ภายในแค่ 2 เดือนที่ผ่านมา จากรายงานของเครดิตสวิส ก็อาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ได้ว่าปัญหาการเบี้ยวหนี้หุ้นกู้เอกชนของจีนอาจไม่หยุดลงแค่นี้

ปัญหาหลักของการเบี้ยวหนี้ในตลาดหุ้นกู้ของจีนครั้งนี้ มาจากสองส่วนหลักๆ ประกอบกัน คือ บริษัทในภาคการผลิตส่วนเกินของจีนโดยเฉพาะอุตสาหกรรมเหล็กและถ่านหิน ที่ก่อหนี้มากเกินไปเพื่อกระตุ้นตัวเลขการเติบโตในช่วงที่ผ่านมา และอีกส่วนยังสะท้อนถึงปัญหาในภาคธนาคารเงาของจีน หรือสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร เช่น ทรัสต์ที่มักปล่อยกู้และออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินอย่างไม่มีการคุมความเสี่ยงมากพอ

หากมองในทางบวกการที่จำนวนบริษัทเบี้ยวหนี้พุ่งสูงขึ้นเช่นนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะทางการจีนปล่อยให้ปัญหาเป็นไปตามกลไกตลาดมากขึ้นกว่าเดิม คือไม่ยอมเข้าไปอุ้มเหมือนในแต่ละปีที่ผ่านมา โดยปล่อยให้ล้มไปตามกลไก และยังเพิ่มการกำกับดูแลบรรดาธนาคารเงาและธนาคารพาณิชย์ให้เข้มงวดมากขึ้น ผ่านทางกลไกของธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ตั้งแต่เดือน เม.ย.ที่ผ่านมา

ทว่า หากมองในทางลบ การปล่อยให้อัตราการเบี้ยวหนี้ของภาคเอกชนพุ่งสูงขึ้นจะยิ่งกัดกร่อนความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจจีนมากขึ้น จากเดิมที่มีปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวอยู่ก่อนแล้ว และยังมีระเบิดเวลาลูกใหญ่อย่างปัญหาธนาคารเงา และปัญหาหนี้ขนาด 26.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ณ สิ้นปี 2015) รออยู่  

ทางการจีนได้ประกาศเอาจริงเอาจังกับการแก้ปัญหาภาคการผลิตที่มากเกินไป โดยประกาศไว้ในแผนเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี และตั้งกองทุนขนาด 1 แสนล้านหยวน เพื่อรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับการปรับโครงสร้าง โดยเฉพาะการรับมือคนตกงานมหาศาลที่จะถูกโยกย้ายไปทำงานในส่วนอื่นๆ แทนที่ ทว่าเหล่านี้เป็นแผนการที่เพิ่งจะประกาศขึ้นในช่วงกลางปีนี้ และการปรับโครงสร้างก็เป็นการแก้ปัญหาเชิงฐานรากที่เห็นผลช้า จนอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นในระยะสั้นได้

เป็นที่คาดว่าทางการจีนอาจจะต้องหันมาควบคุมจัดการในตลาดตราสารหนี้แทน โดยหันมาตั้งกลไกรับมืออย่างเป็นรูปธรรม เช่น การเปิดตลาดตราสารอนุพันธ์ประกันความเสี่ยง (CDS) และการเปิดศาลล้มละลาย

ไฟแนนเชียลไทมส์ ได้รายงานว่าพีบีโอซีอยู่ระหว่างการพิจารณาให้ไฟเขียวเปิดตลาดตราสารซีดีเอส จากเดิมที่แผนการนี้เคยริเริ่มขึ้นในปี 2010 แต่ล้มเหลวไป เพราะการเบี้ยวหนี้ยังมีจำนวนไม่มาก ทว่าสถานการณ์ในครั้งนี้ต่างออกไป และทำให้รัฐต้องหากลไกการซื้อขายตราสารประกันความเสี่ยงมาเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยบรรเทาปัญหานี้

ขณะที่ศาลสูงสุดของจีนก็เตรียมพร้อมที่จะเปิดใช้ระบบศาลล้มละลายในเร็วๆ นี้ เพราะแม้ว่าเดิมนั้นจีนจะมีกฎหมายล้มละลายมาตั้งแต่ปี 2006 แต่ก็ไม่ครอบคลุมการเบี้ยวหนี้ของภาคเอกชนในตลาดตราสารหนี้ 

อย่างไรก็ดี การควบคุมความเสี่ยงของตลาดตราสารหนี้เอกชนตามกลไกตลาดเช่นนี้ก็ยังมีความท้าทายสำคัญแบบจีนอยู่เช่นกัน นั่นก็คือการที่รัฐต้องไม่กลับเข้าไปอุ้มอีกครั้งแบบมากเกินไป

ตามที่ระบุไว้ข้างต้นคือ จีนไม่มีทางปล่อยให้เรื่องนี้เป็นไปตามกลไกทั้งหมด เพราะจะยิ่งสร้างความตื่นตระหนกในวงกว้าง แต่จะเลือกเข้าไปช่วยเป็นรายบริษัท เช่น กรณีของบริษัท ป๋อไห่ สตีล กรุ๊ป ที่ต้องปรับโครงสร้างหนี้ขนาดเกือบ 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และเป็นหนึ่งในบริษัทไม่กี่รายที่ได้รับเงินช่วยพยุงจากรัฐบาลผ่านทางกองทุนของทางการท้องถิ่นเมืองเทียนจิน

อย่างไรก็ตาม จีนคงต้องรักษาสมดุลการอุ้มบริษัทเหล่านี้เช่นกัน เพราะจะกลายเป็นการส่งสัญญาณผิดๆ ให้นักลงทุนเข้าใจว่าจีนพร้อมที่จะเข้าอุ้มเสมอจนไม่มีใครกลัวที่จะเสี่ยง และทำให้ตลาดหุ้นกู้จีนที่เคยเงียบเหงาไปพักหนึ่งมาแล้ว เพราะความกลัวต่อปัญหาเบี้ยวหนี้กลับมาโตได้อีกครั้งในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา จนกลายเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่รุมเร้าทางการจีนในวันนี้

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI