posttoday
ความผิดตามกฎหมายหลักทรัพย์

ความผิดตามกฎหมายหลักทรัพย์

12 กันยายน 2559

โดย...สมผล ตระกูลรุ่ง

โดย...สมผล ตระกูลรุ่ง

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วคงไม่มีข่าวเรื่องใดที่จะเป็นที่สนใจคอการเมือง เกินไปกว่าข่าวศาลฎีกาพิพากษาให้จำคุกคุณสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นเวลา 20 ปี ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

คุณสนธินั้น คนรักก็มาก คนชังก็ไม่น้อย ผมเองนั้นเห็นด้วยบางเรื่องและหลายเรื่องก็ไม่เห็นด้วย เคยวิพากษ์วิจารณ์บทบาทคุณสนธิก็หลายครั้ง

อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ต้องขอชื่นชมคุณสนธิที่ไม่หลบหนี ทั้งๆ ที่รู้อยู่ว่ามีโอกาสมากที่จะติดคุกตอนแก่ เนื่องจากศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตรงกันมาแล้วให้ลงโทษจำคุก และในวันนี้คุณสนธิได้ยุติบทบาทในโลกมายา เข้าไปใช้ชีวิตในเรือนจำ มีโอกาสอยู่กับตัวเอง มีเวลาใคร่ครวญถึงอดีต อนาคต หากคุณสนธิทำใจได้ คุณสนธิอาจพบสัจธรรมเหมือนหลายท่านที่ผ่านประสบการณ์ชีวิตจากสถาบันแห่งนี้

คุณสนธิได้ทิ้งเรื่องราวให้ผู้คนในสังคม ได้วิพากษ์วิจารณ์สิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณสนธิในหลายแง่มุม

วันนี้ไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ชอบคุณสนธิ คุณต้องยอมรับว่า คุณสนธิเป็นแบบอย่างของผู้มีศักดิ์ศรี ที่ยอมรับกติกาของบ้านเมือง ไม่ว่าคำพิพากษาจะถูกหรือผิด ไม่ว่าจะพอใจ หรือไม่พอใจ แต่เมื่อกติกาของบ้านเมืองกำหนดไว้อย่างนั้น ก็ต้องน้อมรับต้องปฏิบัติตาม ไม่ใช่หลบหนีกระบวนการยุติธรรม ไม่ยอมรับโทษ ไม่ยอมรับคำพิพากษา และที่เลวทรามต่ำช้าหนักไปกว่านั้น คือการออกไปด่ากระบวนการยุติธรรมของบ้านตัวเอง และยังใช้เงินสกปรกทำร้ายประเทศตัวเองเพื่อหวังจะล้างความผิดที่ได้ก่อไว้   

แน่นอนว่าผู้พิพากษาก็เป็นปุถุชน ย่อมมีอคติบ้างเป็นธรรมดา คำพิพากษาที่ผิดมีให้เห็นอยู่และไม่ใช่มีเฉพาะในประเทศไทย ทุกประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายที่รับฟังพยานหลักฐานจากคน 2 ฝ่าย สรรหามาเสนอต่อศาล ย่อมมีความผิดพลาดได้เสมอ แต่เมื่อบ้านเมืองเรากำหนดกติกาไว้อย่างนั้น ก็ต้องยอมรับ แม้จะไม่เห็นด้วยไม่ถูกใจก็ตาม ส่วนผู้พิพากษา ถ้าทุจริตหรือมีอคติ ศาลยุติธรรมก็มีการตรวจสอบและลงโทษเป็นประจำอยู่แล้ว แต่หากจะหลุดรอดไปได้ ถึงอย่างไรก็หนีกฎแห่งกรรมไปไม่พ้น

นอกจากสาวกนักโทษหนีคดีแล้ว คำวิพากษ์วิจารณ์ส่วนใหญ่แสดงความชื่นชมและเห็นใจการตัดสินใจรับโทษตามคำพิพากษาโดยไม่หลบหนี

หลายความเห็นเปรียบเทียบกับคดีอาญาที่พิพากษามาก่อนแล้ว โดยเห็นว่าคดีคุณสนธิยังไม่ได้เกิดความเสียหาย จึงไม่ควรลงโทษหนักอย่างนี้ ซึ่งหากเปรียบเทียบกับคดีก่อนๆ เช่น คดีผู้บริหารธนาคารกรุงไทยอนุมัติเงินกู้ให้กลุ่มบริษัท กฤษดามหานคร กว่าหมื่นล้านบาท จำคุก 18 ปี คดีอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง พาคนเสื้อแดงบุกโรงแรมที่พัทยา ล้มการประชุมอาเซียน สร้างความเสียหายสุดที่จะประเมินได้ ศาลชั้นต้นจำคุก 4 ปี คดีหมอเลี้ยบ-สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี แก้สัญญาสัมปทานเอื้อประโยชน์ให้ชินคอร์ปลดสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทดาวเทียม มูลค่าความเสียหายน่าจะเป็นหมื่นล้าน จำคุก 1 ปี คดีอมเรศ ศิลาอ่อน กรณี ปรส.ขายหนี้ให้ต่างชาติ สร้างความเสียหายหลายแสนล้านบาท ศาลรอลงอาญา

ผู้วิจารณ์ส่วนใหญ่ไม่กล้าวิจารณ์ศาลตรงๆ คงกลัวว่าจะละเมิดอำนาจศาล จึงได้แค่วิจารณ์ว่า เป็นการใช้อำนาจบริหารของทักษิณ กำจัดศัตรูทางการเมือง โดยเปรียบเทียบกับผู้บริหารซีพี ออลล์ ที่ใช้ข้อมูลภายในซื้อขายหุ้น ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายเดียวกัน แต่ ก.ล.ต.ยุติคดีโดยเพียงลงโทษปรับ ไม่ส่งเรื่องดำเนินคดีต่อศาลเหมือนคดีของคุณสนธิ

การวิพากษ์วิจารณ์ให้ข้อมูลใดๆ ควรจะต้องให้อย่างครบถ้วน ประเด็นความเสียหาย มิได้หมายความว่า ถ้าไม่เกิดความเสียหายแล้วจะไม่เป็นความผิด กฎหมายมิได้มีมุมเดียวที่จะลงโทษผู้กระทำความผิดเท่านั้น แต่กฎหมายที่ดีต้องป้องปรามไม่ให้มีการกระทำความผิดด้วย หากจะปล่อยให้เกิดความเสียหายก่อนแล้วกฎหมายจึงจะเอาโทษ ในบางกรณีจะเกิดความเสียหายจนยากจะแก้ไขเยียวยา

กรณีของคุณสนธิก็น่าเห็นใจอยู่ แต่เหตุผลที่พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์บัญญัติไว้ ก็เพื่อปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ ต้องไม่ลืมว่าเมื่อเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แล้ว บริษัทนั้นไม่ใช่บริษัทของครอบครัวอีกต่อไป เพราะมีการระดมทุนชักชวนประชาชนทั่วไปให้ร่วมลงทุนเป็นผู้ถือหุ้น เท่ากับว่า ประชาชนนำเงินมาลงทุนกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ซึ่งเป็นผู้บริหาร นำไปใช้ดำเนินกิจการของบริษัท ผู้ถือหุ้นรายย่อยได้รับเพียงเงินปันผลที่ผู้บริหารจะจัดสรรมาให้เท่านั้น ผลประโยชน์ส่วนใหญ่จะตกอยู่ที่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ซึ่งเป็นผู้บริหาร กฎหมายจึงคุ้มครองผู้ถือหุ้นรายย่อย ป้องกันไม่ให้ผู้บริหารทำอะไรได้ตามอำเภอใจ

ลองคิดในมุมกลับบ้างว่า การที่นำบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ไปค้ำประกัน หากเกิดความเสียหาย ผู้กู้ผิดสัญญากู้ ผู้ค้ำประกันก็จะต้องรับผิดชอบด้วย ความเสียหายก็จะตกกับบริษัทผู้ค้ำประกัน และแน่นอนว่าผู้ถือหุ้นจะได้รับความเสียหายด้วย เมื่อนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ สามารถระดมทุนในตลาดได้เอง ไม่ต้องกู้เงินจากธนาคารให้ยุ่งยาก ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยให้ธนาคาร ผู้บริหารก็ต้องเคารพกติกา เพียงแค่ประชุมกรรมการอนุมัติให้ค้ำประกันไม่ได้ลำบากยากเย็นเลย เข้าที่ประชุมเมื่อไรที่ประชุมก็คงไม่ขัดข้อง เพราะคนกันเองทั้งนั้น หากคุณสนธิใจเย็นดำเนินการตามกฎหมายก็จะไม่เกิดคดีความนี้

สำหรับประเด็นการลงโทษหนักนั้น มีสองประเด็นที่ต้องพิจารณา คือ การกำหนดอัตราโทษ และการใช้ดุลพินิจในการลงโทษ

การกำหนดอัตราโทษเป็นเรื่องของกฎหมายบัญญัติ อยู่ในอำนาจของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งแน่นอนว่า บางเรื่องบางกรณีก็อาจจะไม่เหมาะสม เช่นเรื่องลิขสิทธิ์ที่คนเก็บของเก่านำแผ่นซีดีไปขาย ที่เคยเป็นเรื่องราวใหญ่โตมาก่อนแล้ว กฎหมายกำหนดโทษขั้นต่ำปรับ2 แสนบาท แม้จะเป็นกรณีที่น่าเห็นใจ แต่ศาลจะลงโทษน้อยกว่านี้ไม่ได้

ส่วนการกำหนดโทษที่จะลงนั้นเป็นดุลพินิจของศาล คดีนี้มีอัตราโทษตามมาตรา 313 ที่กำหนดอัตราโทษขั้นต่ำไว้ด้วย คือระวางโทษจำคุก 5-10 ปี ฉะนั้นศาลจะลงโทษน้อยกว่า 5 ปี ไม่ได้ แต่ที่ลงโทษถึง 20 ปี เพราะเป็นการทำผิดหลายกรรม คือทำเอกสารเท็จไปค้ำประกันการกู้เงินหลายครั้ง จึงต้องเรียงกระทงลงโทษ และเหตุผลที่ศาลฎีกาไม่รอการลงโทษนั้น ได้ให้เหตุผลไว้ว่า “ศาลเห็นว่าการบริหารบริษัทต้องมีหลักธรรมาภิบาล โดยบริษัทของจำเลยเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก หากกรรมการบริษัทกระทำผิดเสียเองย่อมสร้างต่อบริษัท และส่งผลกระทบจำนวนมาก การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดร้ายแรง ที่จำเลยอ้างถึงคุณงามความดียังไม่เพียงพอที่จะให้รอการลงโทษได้ ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น ที่ศาลล่างพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้นชอบแล้ว พิพากษายืน”

ท่านจะเห็นด้วยหรือไม่เป็นสิทธิส่วนตัวและสามารถวิจารณ์ได้ แต่ต้องเป็นการวิจารณ์โดยสุภาพ โดยเหตุผลในทางวิชาการ แต่ถ้าไปใช้คำก้าวร้าว ด่าศาล ก็ตัวใครตัวมันครับ

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI