
รับมือเฟด
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
ในที่สุดเราก็ได้เห็นดาวโจนส์ร่วงลง 400 จุด ภายในวันเดียว (อีกครั้ง) และน่าจะเป็นทิศทางที่เขย่าตลาดหุ้นเอเชียให้เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันตามมา อย่างน้อยที่สุดก็ในวันนี้ และกรณีธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะขึ้นหรือยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยก็จะกลายเป็นประเด็นร้อนไปตลอด 2 สัปดาห์จนกว่าจะเสร็จสิ้นการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด หรือเอฟโอเอ็มซี ในวันที่ 20-21 ก.ย.นี้
เห็นแรงกระเพื่อมแบบนี้แล้ว หลายฝ่ายเริ่มจะกังวลอีกครั้งว่าจะส่งผลให้ตลาดเอเชียผันผวนอย่างหนักเหมือนช่วงปี 2013 ในยุคของผู้ว่าการคนเก่า เบน เบอร์แนนคี หรือไม่
จากบทวิเคราะห์หลายสำนักก่อนหน้านี้ต่างมองค่อนข้างจะเป็นเสียงเดียวกันว่า ความผันผวนในตลาดเอเชียไม่น่าจะรุนแรงเท่ากับเมื่อ 3 ปีก่อน เพราะปัจจัยสำคัญก็คือทุกวันนี้ แทบไม่มีตลาดที่ไหนที่จะให้ผลตอบแทนได้สูงเท่ากับตลาดเกิดใหม่และเอเชียอีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหุ้น พันธบัตร ค่าเงิน และการลงทุนอีกหลายรูปแบบ
ในขณะที่ตลาดสหรัฐ ซึ่งฟื้นตัวดีกว่าคนอื่นกำลังมีราคาแพงไป ตลาดยุโรปกับญี่ปุ่นก็ยังง่วนอยู่กับภาวะกลับตัวก็ไปได้ เดินต่อไปก็ไปไม่ถึง จะดันดอกเบี้ยติดลบเพิ่มก็อาจไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ การกู้ยืม และลดค่าเงินได้มากเท่าที่ควรจะขยายคิวอีก็แทบไม่มีพันธบัตรให้ซื้อคืนในปริมาณมากได้เหมือนเดิม ทำให้สภาพคล่องน่าจะยังคงหมุนเวียนต่ออยู่ในเอเชียและตลาดเกิดใหม่อีกระยะ
ทว่า ก็ไม่ใช่ทุกตลาดที่จะไม่เจอภาวะทุนไหลออกมีบทความที่น่าสนใจชิ้นหนึ่งของ ปีเตอร์ ทิลล์มานน์ นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ว่า การขึ้นดอกเบี้ยของเฟดย่อมทำให้เกิดผลกระทบอย่างทุนไหลออกตามมาอย่างแน่นอน ซึ่งก็จะปรากฏทั้งในรูปของราคาสินทรัพย์ที่ตกลงและค่าเงินท้องถิ่นที่อ่อนค่าลง โดยเฉพาะในประเทศที่พื้นฐานเศรษฐกิจอ่อนแอ หรือไม่มีแรงพยุงทางการคลังมากพอ
ตลาดที่เข้าข่ายเสี่ยงเหล่านี้ ได้แก่ บราซิล อินเดีย อินโดนีเซีย และตุรกี โดยอินโดนีเซียนั้นมีดัชนีสะท้อนจากตราสารป้องกันความเสี่ยงซีดีเอสที่พุ่งสูงขึ้น โดยมีตลาดตราสารหนี้ที่กำลังขยายตัวร้อนแรง ส่วนไทยและเกาหลีใต้นั้นเสี่ยงน้อยกว่า เนื่องจากมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งมากกว่า
ไม่ว่าจะอยู่หรือจะไป เงินร้อนพวกนี้ก็ล้วนแล้วแต่มีอิทธิพลต่อเราทั้งสิ้นไม่ว่าจะทางตรงที่กระทบต่อคนเล่นหุ้น เก็งอสังหาริมทรัพย์ ค้าปลีก-ค้าส่ง ไปจนถึงทางอ้อมที่พนักงานออฟฟิศ หรือคนทำมาค้าขายทั่วไปล้วนอยู่ในห่วงโซ่ปลายๆ ที่มีผลต่อการที่บริษัทเอกชนจะลดค่าใช้จ่ายเพิ่มอันเนื่องมาจากบรรยากาศเศรษฐกิจซบเซา หุ้นตก และรายได้ลดลง เพียงแต่ผลกระทบคงไม่แรงเท่า เมื่อเทียบกับปัจจัยภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงในประเทศ เช่น การค้าขายและการลงทุน
และไม่ว่าจะไหลออกปีนี้หรือปีหน้า ที่สุดแล้วเงินร้อนที่เข้ามาเก็งกำไรเหล่านี้ก็ต้องทยอยออกไปหาแหล่งใหม่ๆ ที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุด ทำให้รัฐบาลและธนาคารกลางแต่ละประเทศต้องรับมือให้ดี บาลานซ์ประโยชน์ระยะสั้นกับการเติบโตในระยะยาว และนำบทเรียนจากความผันผวนในอดีตมาปรับใช้ไม่ให้ซ้ำรอยอีกครั้ง







