posttoday
อันดับความยากง่าย การประกอบธุรกิจไทย 2559

อันดับความยากง่าย การประกอบธุรกิจไทย 2559

12 กันยายน 2559

โดย...ชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์

โดย...ชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์

ธนาคารโลกได้ดำเนินการจัดอันดับมาตั้งแต่ปี 2547 โดยมีประเทศต่างๆ เข้าร่วมจำนวน 145 ประเทศ และเพิ่มขึ้นเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน 189 ประเทศ ประเทศไทยเมื่อปี 2558 อยู่อันดับ 49 พิจารณาจากระยะห่างของผลการปฏิบัติงานจากประเทศที่มีแนวปฏิบัติที่ดีเลิศ (Distance to Frontier) ของทุกประเทศ คณะกรรมการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (กพข.) ได้ทุ่มเทความพยายามให้หน่วยราชการต่างๆ ปรับลดกระบวนการทำงานเพื่อลดระยะเวลาอนุมัติ เพื่อภาคเอกชนสามารถประกอบธุรกิจได้รวดเร็วขึ้น เพราะเจตนารมณ์ของธนาคารโลกคือ Ease of Doing Business หรือความยากง่ายของภาคราชการแต่ละประเทศที่จะพิจารณาอนุมัติให้ภาคเอกชนได้รับความสะดวก ด้วยแนวทางปฏิบัติที่ปฏิรูปอยู่เสมอตามบริบทความก้าวหน้าของระบบสารสนเทศ และความริเริ่มตลอดจนนวัตกรรมการบริหารจัดการภาครัฐ ซึ่งตอบสนองความต้องการการแข่งขันของภาคเอกชนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่อการได้รับเงินลงทุนจากต่างประเทศในรูปของ Foreign Direct Investment และ Non-Equity Models of International Production and Development ประเทศไทยเคยได้รับเงินลงทุนจากทั้ง FDI และ NEM ประมาณร้อยละ 1 ของวงเงินประมาณ 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ แต่ได้
ลดลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

วงเงินลงทุนจากต่างประเทศทั้งในรูปแบบของ FDI และ NEM  มีความสำคัญมากต่อการพัฒนาประเทศไทย โดยเฉพาะการสร้างงานเพื่อรองรับประชากรในวัยทำงานที่มีการศึกษาระดับอุดมศึกษา ซึ่งต้องตกงานติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี และแม้ต่อมาจะได้งานทำก็ปรากฏว่ากว่าร้อยละ 50 เป็นงานที่ต่ำกว่าวุฒิการศึกษาที่ต้องการเพียงระดับอาชีวศึกษาตอนต้นๆ เท่านั้น อาทิ งานเสมียน พนักงานในธุรกิจธนาคาร งานขายสินค้าบริการ งานในธุรกิจการท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร ฯลฯ งานระดับต้นและกลางในรัฐวิสาหกิจ งานรับโทรศัพท์ใน Call Center ฯลฯ

ทั้งนี้ เพราะระบบอุดมศึกษาผลิตบัณทิตด้านสังคมศาสตร์ถึงร้อยละ 70 โดยดึงเอาผู้สำเร็จอาชีวศึกษาเข้ามาสู่ระบบเพื่อต่อยอดให้ได้รับปริญญาบัตรตามค่านิยมในสังคมไทย และมุ่งมั่นจะเข้าสู่ระบบราชการต่อไป (เมื่อปี 2558 มีผู้สมัครสอบเพื่อเข้ารับราชการด้วยวุฒิปริญญาตรีทุกๆ สาขาประมาณ 4 แสนคน โดยมีอัตราว่างเพียง 4,000 เท่านั้น) ทำให้ขาดแคลนบุคลากรด้านช่างและวิศวกรรมเป็นจำนวนมากในภาคเอกชนทั้งขนาดใหญ่จากต่างประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น สหรัฐ ฯลฯ และ SME ของผู้ประกอบการไทยเอง โดยเฉพาะโรงงานต่างๆ ที่ผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก เช่น รถยนต์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ไฟฟ้าและเครื่องใช้ในครัวเรือน ฯลฯ

วงเงินการลงทุนจากต่างประเทศในรูปแบบของ NEM มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ในประเทศไทยมาก  เพราะครอบคลุมการจ้างผลิต (Contract Manufacturing) การผลิตสินค้าเกษตรเพื่ออุตสาหกรรม (Contract Farming) การ Outsource ภารกิจต่างๆ การให้ Franchising หรือ Licensing เป็นต้น ขณะนี้ความนิยมของการลงทุนจากต่างประเทศจึงอยู่ในรูปแบบของ NEM มากกว่า FDI โดยเฉพาะกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

การประเมินของธนาคารโลกอาศัยข้อมูลทั้งปฐมภูมิและทุติยภูมิ โดยร่วมมือกับสำนักงาน ก.พ.ร. ประกอบด้วย 10 ขั้นตอน ประกอบด้วย การเริ่มต้นธุรกิจ การดำเนินธุรกิจ และการยกเลิกธุรกิจ เมื่อพิจารณารายละเอียดของทั้ง 10 ขั้นตอน และเปรียบเทียบกับมาเลเซีย ฮ่องกง และสิงคโปร์แล้ว จะเห็นชัดเจนว่า ระบบราชการไทยต้องการการปฏิรูปด่วน ดังข้อมูลต่อไปนี้

- เริ่มต้นธุรกิจ 1.การเริ่มต้น อยู่อันดับ 96

- การขยายธุรกิจ 2.การขออนุญาตก่อสร้าง อยู่อันดับ 39

3.การขอใช้ไฟฟ้า อยู่อันดับ 11

4.การจดทะเบียนทรัพย์สิน อยู่อันดับ  57

5.การได้รับสินเชื่อ อยู่อันดับ 97

- การดำเนินธุรกิจ 6.การคุ้มครองผู้ลงทุน อยู่อันดับ 36

7.การชำระภาษี อยู่อันดับ 70

8.การค้าระหว่างประเทศ อยู่อันดับ 56

  9.การบังคับให้เป็นตามข้อตกลง อยู่อันดับ 57

- การยกเลิกธุรกิจ 10.การแก้ปัญหาล้มละลาย อยู่อันดับ 49

จากจำนวนประเทศทั้งหมด 189 ประเทศ จำนวนกว่า 2/3 เป็นประเทศด้อยพัฒนาและประเทศยากจน แต่อันดับของประเทศไทยอยู่ใกล้เคียงกลุ่มประเทศเหล่านี้มากกว่ากลุ่มประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา และถ้านำระยะเวลาคิดเป็นจำนวนวันหรือชั่วโมงของขั้นตอนต่างๆ มาประกอบ ก็จะแสดงชัดเจนว่า ส่วนราชการต่างๆ ของประเทศไทยอยู่ในภาวะวิกฤตเมื่อเปรียบเทียบกับนานาชาติ

ประเทศไทยกำลังจะปฏิรูปด้านต่างๆ ที่สังคมคาดหมายและเรียกร้อง อาทิ การศึกษา สาธารณสุข กระบวนการยุติธรรม ปัญหาความยากจน ปัญหาความเหลื่อมล้ำในทางเศรษฐกิจสังคม ฯลฯ กิจการต่างๆ เหล่านั้นมีปัจจัยร่วมที่สำคัญ คือ ระบบราชการ หากมิได้ปฏิรูประบบราชการเสียก่อนให้สอดคล้องกับบริบทของศตวรรษที่ 21 (รายละเอียดปรากฏในบทความวันที่ 15 ส.ค. และ 22 ส.ค.ที่ผ่านมา) โดยใช้กรณีศึกษาความยากง่ายในการประกอบธุรกิจฯ เป็นตัวอย่างควบคู่ไปกับรายงานของ WEF และ IMD คงพิสูจน์สัจธรรมที่ว่า ระบบราชการไทยทุกวันนี้อยู่ในสภาพ...ขี่ช้างจับตั๊กแตน...ไม่มีทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผล งบประมาณที่ทุ่มเทไปตลอดระยะเวลา 50 ปี ตามแนวทางของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติทั้ง 11 แผน คงอยู่ในลักษณะขยายหน่วยงานราชการและเพิ่มจำนวนข้าราชการมากกว่าผลประโยชน์ที่จะตกแก่ประชาชนหรือประเทศชาติ

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน