
สนามรบชายแดนใต้ : สถานการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง?
โดย...โคทม อารียา
โดย...โคทม อารียา
ผมมาจังหวัดชายแดนใต้คราวนี้ มีโอกาสเข้าร่วมใน 3 โครงการ โครงการหนึ่งมี กอ.รมน./ศอ.บต. เป็นเจ้าภาพ อีกโครงการได้รับการสนับสนุนจากสถานทูตสวิส ส่วนโครงการที่ 3 มีมูลนิธิคอนราด อเดนาวร์
สนับสนุนอาคันตุกะจากสวิตเซอร์แลนด์ให้ผมช่วยเป็นล่ามในการสัมภาษณ์ผู้นำในพื้นที่คนหนึ่ง ซึ่งเคยถูกเขาสัมภาษณ์มาแล้วเมื่อปีก่อน คำถามของเขาก็ง่าย ๆ คือ หนึ่งปีผ่านไปมีการเปลี่ยนแปลงในด้านใดที่ดีขึ้นหรือแย่ลง คำตอบก็คือ มีแต่ทรงกับทรุด ความรุนแรงลดลง แต่การก่อเหตุเพื่อต่อต้านรัฐดำเนินต่อไปโดยอาจมีรูปแบบและพื้นที่ก่อเหตุที่หลากหลายออกไป เศรษฐกิจซบเซา ยาเสพติดในหมู่เยาวชนยังหนักหนาเหมือนเดิม พอมีการจับกุมยาล็อตใหญ่ ขาใหญ่ก็ตอบโต้ด้วยความรุนแรง การพูดคุยสันติภาพไม่คืบหน้า เพราะทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายมารา ปาตานียังเกี่ยงกันไปมา
แม้เรื่องพื้นที่ปลอดภัยซึ่งทั้งสองฝ่ายรับไว้เป็นประเด็นพูดคุยก็ยังดูห่างไกล โดยอาจมีการตั้งเงื่อนไขไว้ก่อนที่ทำให้ตกลงกันยาก เมื่อถามว่าอะไรน่าจะช่วยให้การพูดคุยมีความคืบหน้า คำตอบ คือ อยากเพิ่มบทบาทของรัฐบาลมาเลเซียจากการเป็นผู้อำนวยความสะดวกมาเป็นคนกลางไกล่เกลี่ย เพื่อจะได้สามารถช่วยขับเคลื่อนกระบวนการพูดคุยได้ในยามที่หยุดชะงัก ทั้งนี้ก็เป็นข้อเสนอของบีอาร์เอ็น ในการพูดคุยรอบแรกและเป็นข้อเสนอของเวทีประชาสังคมที่จัดในพื้นที่ เมื่อถามว่าอะไรจะช่วยให้สถานการณ์ทั่วไปดีขึ้น คำตอบ คือ อยากให้มีประชาธิปไตย เพราะจะได้มีผู้แทนช่วยเป็นปากเสียงและช่วยตรวจสอบกรณีที่มีการคอร์รัปชั่น
ในวันแรกที่มาถึงนราธิวาส ผมได้รับแจกเอกสารของ ศอ.บต. ชื่อ “สิบงานยากของการแก้ปัญหา และพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่รัฐบาล คสช. ทำสำเร็จ” จึงขอนำหัวข้อของสิบงานยากที่ทำสำเร็จมาเล่าสู่กันฟัง ดังนี้
- เกิดเอกภาพการทำงานของฝ่ายทหาร ตำรวจ และพลเรือนอย่างแท้จริง
- สถานการณ์ความรุนแรงโดยรวมลดลง การก่อเหตุลดลงร้อยละ 52 ตามช่วงแวลาเช่นเดือนรอมฎอมปี 2558 และปี 2559 ลดลงตามลำดับ
- นิคมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลปัตตานีใช้ทำการได้ (มีรายได้ 2 ล้านบาทจากผลิตภัณฑ์ชุมชนในปี 2558)
- ปัญหาเขตทับซ้อนอุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี กำหนดแนวทางแก้ไขชัดเจน ประชาชนยอมรับ ข้อเรียกร้องหมดไป ได้รับเอกสารสิทธิ
- ตรวจสอบการทุจริตเงินอุดหนุนรายหัวโรงเรียนเอกชน และการพัฒนาการศึกษาผ่านโครงการตาดีกา การันตี
- การบังคับใช้กฎหมาย เกิดเหตุติดตามคนร้ายได้มากขึ้นจาก 45% เป็น 89% นำคนผิดมาลงโทษได้จาก 17% เป็น 70%
- งานเยียวยา 3 ท. “ทำทันที ทั่วถึง เท่าเทียม” นำแนวทางประชารัฐมาใช้จนสามารถเปลี่ยนสถานภาพผู้รับเป็นผู้ให้
- การสนับสนุนนโยบายการแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำ (แปรรูปยางพารา สร้างถนนผสมยางพารา)
- แก้ไข พ.ร.บ.การประกอบพิธีฮัจญ์ (อำนวยความสะดวก ลดค่าใช้จ่าย)
- การอำนวยความเป็นธรรมอย่างโปร่งใส เท่าเทียม และมีประสิทธิภาพ
ผมเดินทางไปปัตตานีในช่วงเวลาสั้นๆ เพื่อพบกับอดีตผู้ต้องหา/อดีตนักโทษจำนวนหนึ่ง พวกเขากังวลใจว่าแม้จะพ้นจากคดีความมั่นคงมาแล้ว ยังจะมีหมาย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือมีหมาย ป. วิ. อาญาอยู่อีกหรือไม่ ผมเลยสวมบทบาทแทนฝ่ายเจ้าหน้าที่ ตอบคำถามไปเท่าที่พอรู้ และแนะนำให้มีตัวแทนที่รู้กฎหมายไปติดต่อที่อำเภอหรือที่ ศอ.บต. เพื่อขอข้อมูลเรื่องหมาย หากเหมาะสม/เข้าข่ายก็ให้ขอเข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้าน
บุคคลที่ผมคุยด้วยได้เล่าเรื่องราวหลายเรื่องที่แสดงความไม่ไว้วางใจต่อโครงการดังกล่าว แม้เขาจะออกจากเรือนจำมาอยู่บ้าน ก็เกรงว่าสถานภาพการถูกต้องสงสัยจะยังติดตัวอยู่แม้พ้นโทษแล้ว ครั้นจะเก็บตัวอยู่เงียบๆ ไม่ติดต่อหรือรับเชิญ ก็เกรงว่าฝ่ายรัฐจะเข้าใจผิดว่าไม่ให้ความร่วมมือ
ผมมีโอกาสพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในเรื่องที่น่าสนใจหลายเรื่อง ที่จะขอนำมาเล่าพอสังเขป คือ ฝ่ายรัฐจะต้องพยายามชี้ให้เห็นว่า ดินแดนแห่งนี้ไม่ใช่ดินแดนที่มุสลิมเรียกว่า “ดารุลฮาร์บี” ซึ่งมีการเบียดเบียนศาสนาและชาวมุสลิมพึงลุกขึ้นต่อสู้แบบจีฮาด การแก้ไขความเชื่อในเรื่องนี้ต้องอาศัยผู้นำศาสนา ส่วนแนวการต่อสู้ทางความคิดในหมู่นักศึกษาก็คือ ทำอย่างไรจึงจะให้เยาวชนเห็นอนาคตของตัวเองในฐานะศาสนิกที่ดี ผู้มีอาชีพการงานที่ดี ในสังคมที่เปิดกว้างพร้อมรับความคิดใหม่ๆ อีกประเด็นหนึ่งที่เห็นว่าสำคัญคือการสร้างความเข้าใจกันระหว่างฝ่ายความมั่นคงกับฝ่ายสิทธิมนุษยชน บนพื้นฐานของการเคารพในหน้าที่ของกันและกัน ในเรื่องนี้ควรมีพื้นที่การปรึกษาหารือ และถ้าเป็นไปได้ก็ควรมีพื้นที่ความร่วมมือในการสร้างสันติภาพด้วย
เรื่องที่ชาวพุทธห่วงใยเรื่องหนึ่ง คือ ความเป็นอยู่ของชาวพุทธ ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยในพื้นที่ เมื่อยี่สิบปีก่อน จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) มีชาวพุทธเกือบ 20% ปัจจุบันอาจเหลือประมาณ 10% ทั้งนี้ด้วยเหตุปัจจัยหลักสองประการ คือ การย้ายถิ่นของชาวพุทธออกนอกพื้นที่และอัตราการเกิดที่สูงกว่าในครอบครัวมุสลิม ชนกลุ่มน้อยโดยทั่วไปและชาวพุทธใน จชต. มักรู้สึกไม่ปลอดภัย
ผมเป็นวิทยากรอยู่พอดี เมื่อทราบข่าวระเบิดที่โรงเรียนตาบา ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 3 คน รวมทั้งเด็กหญิง 1 คน พวกเราที่ประชุมกันอยู่ได้ยืนไว้อาลัยต่อผู้เสียชีวิต เหตุการณ์ครั้งนี้สะเทือนจิตใจของผู้คนในสังคม จึงมีกระแสเสียงจากทุกฝ่ายที่ประณามการพรากชีวิตผู้บริสุทธิ์ การกระทำที่โหดร้ายนี้คงเป็นผลเนื่องมาแต่การปลูกฝัง “ความคิดที่สูงส่ง” ซึ่งเรียกร้องให้สละได้แม้ชีวิตของตนเอง นับประสาอะไรกับชีวิตของผู้อื่น ความคิดที่สูงส่งจึงไม่ต่างอะไรกับความคิดสุดโต่งที่เห็นว่าสิ่งที่เป็นนามธรรมที่ตนใฝ่หานั้นสำคัญกว่าชีวิตมนุษย์
การต่อสู้ใน จชต.จึงไม่น่าจะเอาชนะกันได้โดยลำพังการใช้อาวุธ หากการสูญเสียชีวิตของเด็กหญิงครั้งนี้จะช่วยสะกิดใจผู้ที่เห็นแต่หนทางการต่อสู้ด้วยอาวุธ ให้เปลี่ยนมาใช้การต่อสู้ด้วยสติปัญญา ความคิด และจริยธรรม การสูญเสียนั้นก็จะไม่สูญเปล่า และกระบวนการพูดคุยสันติภาพจะไม่ใช่เป็นการประวิงเวลา เป็นการชิงการได้เปรียบเชิงวาทกรรม หรือเป็นยุทธวิธีให้อีกฝ่ายอ่อนกำลังจนพ่ายแพ้ในการต่อสู้ด้วยอาวุธ เมื่อนั้นการพูดคุยสันติภาพก็จะเป็นการร่วมกันสร้างสังคมพหุวัฒนธรรมที่ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างมีศักดิ์ศรี







