
ถึงวันเสื่อม
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
ปัญหาการคอร์รัปชั่นและผู้มีอิทธิพลนั้น ถือได้ว่าเป็นปัญหาสุดคลาสสิกที่อยู่เคียงคู่เอเชียมาอย่างช้านาน ไม่ว่าจะเป็นประเทศรายได้ปานกลางลงมาในอาเซียน หรือประเทศร่ำรวยอย่าง เกาหลีใต้
ผู้มีอิทธิพลในที่นี้หลักๆ ไม่ใช่เจ้าพ่อบ่อนกลางเมืองหรือเจ้าแม่ปล่อยเงินกู้ แต่เป็นบรรดาธุรกิจครอบครัวตระกูลใหญ่ หรือที่รู้จักกันดีในชื่อว่า “แชโบล” เช่น ซัมซุง ฮุนได ล็อตเต้ และฮันจิน ซึ่งมักจะทำธุรกิจหลายแขนงตั้งแต่อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ การเงิน ไปจนถึงอุตสาหกรรมขนส่งและชิปปิ้ง
กลุ่มธุรกิจเอกชนขนาดใหญ่เหล่านี้ คือ ด่านหน้าสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเกาหลีใต้ให้รุดหน้ามาจนถึงวันนี้นับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามเกาหลีเป็นต้นมา โดยมีขนาดเศรษฐกิจถึงราว 80% ของจีดีพีประเทศ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการให้อภิสิทธิ์และการเกื้อหนุนต่างๆ จนแชโบลกลายเป็นองค์กรใหญ่ที่แทบไม่มีใครแตะต้องได้มาโดยตลอด และมีสายสัมพันธ์ที่แน่นหนากับกลุ่มการเมือง
หากไม่สามารถใช้ฟาสต์แทร็กของรัฐบาลทหารอย่าง ม.44 เข้าจัดการได้ ทางออกก็เหลืออยู่ไม่มากนักนอกจากอดทนรอและพยายามแก้ปัญหาไปที่ละจุด พร้อมกับการเติบโตควบคู่กันไปของสังคม ซึ่งต้องใช้ความต่อเนื่องหลายรัฐบาลด้วยกัน
อาจกล่าวได้ว่า ยุคของรัฐบาลประธานาธิบดี ปาร์กกึนเฮ เป็นช่วงที่สุกงอมในการแก้ปัญหาเหล่านี้มากที่สุดช่วงหนึ่ง เพราะเข้ามาเป็นรัฐบาลในช่วงแชโบลมีปัญหาเยอะ ทั้งปัญหาคอร์รัปชั่นและปัญหาทางการเงิน เช่น กรณีของผู้บริหารซัมซุง จนประชาชนไม่พอใจ ซึ่งทำให้การหาเสียงว่าจะพยายามจัดการแชโบลได้รับเสียงสนับสนุนอย่างมาก และทำให้รัฐบาลสามารถเพิ่มความเอาจริงในการกวดขันตรวจสอบปัญหาการทุจริตได้มากขึ้น เช่น การที่ทีมอัยการเกาหลีใต้บุกค้นสำนักงานใหญ่ของล็อตเต้ เพื่อหาหลักฐานในคดีทุจริตเลี่ยงภาษี ซึ่งการบุกสำนักงานใหญ่เช่นนี้เป็นเรื่องที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก
ขณะเดียวกันธุรกิจแชโบลก็กำลังเดินมาถึงภาวะขาลงเพราะตัวเองกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคอร์รัปชั่นที่อื้อฉาวในหลายบริษัท อย่างล็อตเต้ เรื่องความเจ้ายศเจ้าอย่างของผู้บริหารหญิงจากฮันจิน ในกรณีเสิร์ฟถั่วสายการบินโคเรียนแอร์ หรือการบริหารงานที่ผิดพลาดจนนำไปสู่ปัญหาทางการเงิน เช่น กรณีของฮันจิน ชิปปิ้ง ที่ขาดทุนมา 4 ปี จนต้องเข้าสู่กระบวนการขอพิทักษ์ทรัพย์ศาลล้มละลาย เพราะไม่ยอมรับเงื่อนไขให้รัฐเข้าไปมีอำนาจบริหารภายในธุรกิจตระกูล ทำให้แบงก์รัฐระงับการปล่อยเงินกู้ โดยมีแผนจะให้ฮุนได ซึ่งเป็นเบอร์ 2 เข้าซื้อรับช่วงต่อแทน
แม้ในภายหลังจะมีความพยายามของฝ่ายการเมืองที่เรียกร้องให้รัฐเข้าให้ความช่วยเหลือมากขึ้น ทว่าโดยหลักแล้วนี่อาจเป็นบรรทัดฐานใหม่ของการจัดการแชโบลให้เล่นตามกลไกตลาดมากขึ้น และส่งสัญญาณว่าจะไม่มีการให้เงินช่วยเหลือง่ายๆ เหมือนที่ผ่านมาอีก เช่นเดียวกับการตรวจสอบเรื่องคอร์รัปชั่นที่เข้มข้นขึ้น
แม้จะยังไม่มีทางงัดข้อกับตระกูลอันทรงอิทธิพลทั้งหลายมากกว่าร้อยแห่งเหล่านี้ได้ง่ายๆ แต่อย่างน้อยที่สุดก็มีสัญญาณดีขึ้นเรื่อยๆ ที่รัฐและภาคประชาชนต้องไปในแนวทางเดียวกันอย่างแท้จริง







