posttoday
ดัน ‘ทีพีพี’ ไม่สุด สหรัฐปักหมุดเอเชียไม่ถึงฝัน

ดัน ‘ทีพีพี’ ไม่สุด สหรัฐปักหมุดเอเชียไม่ถึงฝัน

09 กันยายน 2559

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

ปิดฉากไปแล้วสำหรับการประชุมสุดยอดผู้นำสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 10 ประเทศ (อาเซียน ซัมมิต) และการประชุมสุดยอดผู้นำเอเชียตะวันออก 18 ประเทศ (อีสต์ เอเชีย ซัมมิต) ซึ่งเป็นการเดินทางเยือนอาเซียนระหว่างดำรงตำแหน่งเป็นครั้งสุดท้ายของประธานาธิบดี บารัก โอบามา ของสหรัฐ และย้ำนโยบายปักหมุดทวงคืนอิทธิพลของสหรัฐในเอเชียกลับมา

เป็นนโยบายทวงคืนอิทธิพลโดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งถือเป็นสมรภูมิวัดกำลังกันโดยตรงระหว่าง 2 มหาอำนาจสหรัฐและจีน หลังจากที่สหรัฐผนึกพันธมิตรส่วนใหญ่ในเอเชียตะวันออกได้เกือบหมดแล้ว เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน โดยเน้นความร่วมมือด้านความมั่นคงเป็นหลัก

หากประเมินผลงานมาตลอดตั้งแต่ต้นปีนี้ จะพบว่าโอบามามีการเข้าหาบรรดาผู้นำประเทศอาเซียนอย่างต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน-สหรัฐ ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐ การเดินทางเยือนเวียดนามครั้งประวัติศาสตร์เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา การเปิดบ้านต้อนรับการเยือนของผู้นำสิงคโปร์ในเดือน ส.ค. และการเตรียมต้อนรับที่ปรึกษาแห่งรัฐของเมียนมา ในสัปดาห์หน้า

หากวัดกันที่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แนบชิดขึ้นระหว่างสหรัฐและอาเซียน นักวิเคราะห์หลายฝ่ายต่างก็เห็นพ้องตรงกันว่า ต้องให้เครดิตโอบามาที่สามารถดำเนินการได้จริงตามนโยบายปักหมุดเอเชียที่ประกาศเอาไว้

ไมเคิล กรีน รองประธานอาวุโสฝ่ายกิจการเอเชียของสถาบันศึกษายุทธศาสตร์และการต่างประเทศ ได้ให้มุมมองกับสำนักข่าวเกียวโดว่า ต้องยกเครดิตให้โอบามาในการกระชับความสัมพันธ์กับอาเซียนได้ใกล้ชิดที่สุดนับตั้งแต่สงครามเวียดนามเป็นต้นมา

อย่างไรก็ตาม หากนโยบายปักหมุดเอเชียของสหรัฐคือต้องการกลับมาทวงคืนอิทธิพลในเอเชียและคานอำนาจกับจีนอย่างแท้จริงแล้ว นโยบายนี้จะถือว่าประสบความสำเร็จแบบครึ่งๆ กลางๆ เท่านั้นหากปราศจากความร่วมมือทางเศรษฐกิจและค้า ซึ่งนำโดยความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (ทีพีพี)

ปัจจุบันเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าอุปสรรคที่ขัดขวางความสำเร็จของทีพีพีมากที่สุด ก็คือ ตัวสหรัฐนั่นเอง เพราะแม้ประเทศภาคีสมาชิกทั้ง 12 ชาติ จะบรรลุข้อตกลงกันไปได้ตั้งแต่กลางปีแล้ว และเหลือขั้นตอนเพียงการให้สัตยาบันเท่านั้น ทว่าขั้นตอนนี้กลับเผชิญอุปสรรคมากที่สุดจากปัญหาการเมืองภายในสหรัฐ โดยบรรดา สส.และ สว.ในสภาคองเกรสต่างส่งสัญญาณอย่างต่อเนื่องว่าจะไม่มีการผ่านการให้สัตยาบันภายในปีนี้ หรือก่อนที่โอบามาจะพ้นวาระอย่างแน่นอน

เพราะนอกจากจะเป็นนโยบายของว่าที่ผู้นำเก่า ซึ่งว่าที่ผู้นำใหม่ 2 คนทั้ง ฮิลลารี คลินตัน จากพรรคเดโมแครต และโดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน ต่างมีท่าทีไม่สนับสนุนแล้ว ทีพีพียังกลายเป็นข้อตกลงการค้าเสรีที่เริ่มถูกต่อต้านในกลุ่มประชาชนชาวอเมริกันมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้แรงงานที่กังวลถึงผลกระทบเรื่องการจ้างงาน ส่งผลให้พรรคการเมืองทั้งสองพรรคไม่ต้องการเสี่ยงต่อการเสียคะแนนนิยมก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในเดือน พ.ย.นี้ และเปิดทางให้ผู้นำคนใหม่เป็นผู้ตัดสินใจต่อไป

ภาวะเช่นนี้จึงยิ่งกลายเป็นอุปสรรคที่ทำให้นโยบายปักหมุดเอเชียของสหรัฐในภาคพื้นอาเซียนไปไม่สุด และไม่สามารถลดอิทธิพลของจีนได้อย่างแท้จริง

แม้ว่าข้อตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาค (อาร์เซ็ป) 16 ประเทศ ที่นำโดยจีน จะเผชิญโรคเลื่อนเช่นเดียวกัน จากกำหนดการบรรลุผลเดิมภายในสิ้นปี 2559 นี้ออกไปเป็นราวกลางปีหน้า เนื่องจากการเจรจาเรื่องการลดกำแพงภาษียังเป็นไปอย่างล่าช้า ทว่าเกือบทุกประเทศในอาเซียนต่างก็ยังต้องพึ่งพาความร่วมมือทางเศรษฐกิจจากจีนอยู่ ไม่ว่าจะเป็นด้านการค้าหรือการลงทุน ซึ่งมีเอฟทีเออาเซียน-จีน และกรอบความร่วมมืออื่นๆ เป็นฐานเดิมอยู่แล้ว

จากตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ในอาเซียนปี 2015 พบว่าแม้ญี่ปุ่นจะยังคงครองอันดับนักลงทุนรายใหญ่เบอร์ 1 ด้วยมูลค่าการลงทุนทั้งหมด 1.74 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีจีนมาเป็นที่ 2 ในสัดส่วน 8,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ทว่าอัตราการขยายตัวของการลงทุนจีนสูงกว่าอยู่ที่ 17% ต่อ 11% นำโดยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่กลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีีถือเป็นแม่เหล็กที่ดึงดูดการลงทุนเพิ่มขึ้นถึง 38% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

แม้ว่าการค้าของหลายประเทศกับจีนจะลดลงต่อเนื่องมาระยะหนึ่งแล้ว เนื่องจากเศรษฐกิจจีนชะลอตัวลง โดยอยู่ระหว่างการลดกำลังการผลิตและปรับโมเดลเศรษฐกิจในบ้าน แต่ปริมาณการค้าที่มหาศาลกับจีนซึ่งถือเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของกลุ่มอาเซียนและหลายประเทศสมาชิก ก็ทำให้จีนยังคงเป็นตลาดสำคัญที่ยังยากต่อการหาตลาดอื่นทดแทนได้ ซึ่งทำให้ความร่วมมือทางการค้าในช่องทางต่างๆ เช่น การเพิ่มความเข้มข้นของเอฟทีเอที่มีอยู่แล้วไปพลางๆ ก่อนอาร์เซ็ป ถือเป็นเรื่องสำคัญ

จากการจับทิศทางของสื่อทางการจีนทั้งหลาย เช่น ซินหัวและไชน่าเดลี จะเห็นได้ว่าการรายงานข่าวของสื่อจีนได้พยายามสะท้อนให้เห็นว่าอาเซียนยังคงต้องการให้จีนมีบทบาทหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาค ซึ่งเรื่องปากท้องและความมั่งคั่งของภูมิภาคถือเป็นประเด็นหลักที่ผู้นำแต่ละประเทศอาเซียนให้ความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเรื่องความมั่นคงและข้อพิพาททะเลจีนใต้

เรื่องนี้สะท้อนออกมาผ่านที่ประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนและการประชุมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในครั้งนี้ แม้บรรยากาศจะปกคลุมไปด้วยความตึงเครียดทางการเมืองในกรณีทะเลจีนใต้ แต่จีนก็สามารถควบคุมไม่ให้มีการนำประเด็นคำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ถึงความพ่ายแพ้ของจีนขึ้นมาถกเถียงในการประชุมสุดยอดหรือการประชุมนอกรอบของอาเซียนได้ แม้ว่าโอบามาจะพยายามเรียกร้องก็ตาม

เท่ากับว่าอาเซียนเองก็รู้ดีว่าควรจะเล่นเกมสมดุลอำนาจกับประเทศมหาอำนาจอย่างไร และควรจะรักษาสมดุลระหว่างเรื่องเศรษฐกิจและการเมืองอย่างไรไม่ให้ตึงมากจนเกินไป ในยามที่เศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัวดีขึ้นมากพอ และทางเลือกมีไม่มากนักเช่นนี้

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน