
ขายสลากเกินราคา รอเวลาแก้กฎหมายใหม่
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
การพิจารณาแก้ไขร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ. 2517 ถือเป็นการดำเนินงานระยะที่ 3 ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ในการแก้ปัญหาสลากเกินราคา ซึ่งล่าสุดร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวได้เสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณาแล้ว จากแผนเดิมที่จะเสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ ฉบับนี้เข้า ครม.มาตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2559 แต่ได้เลื่อนระยะเวลาออกมา เพราะอยู่ระหว่างการพิจารณาข้อกฎหมายของกฤษฎีกา ต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ
ประกอบกับในทางการเมืองต้องการรอให้มีการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญให้เรียบร้อยในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ทำให้คาดว่า ร่างแก้ไข พ.ร.บ.สำนักงานสลากฉบับนี้น่าจะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ได้ในเดือน ก.ย. 2559 นี้ และหาก ครม. เห็นชอบ จะเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาเป็นขั้นตอนต่อไป
จะเห็นว่าระหว่างที่รอให้มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ได้เกิดการลองดีจากผู้ค้าสลากเป็นระยะ แม้ที่ผ่านมาทางผู้บริหารระดับสูงจะเชิญพวกเสือ
กองสลากมาปิดห้องเจรจาเพื่อขอความร่วมมือให้ขายสลากในราคาที่กำหนด และพบว่ามีพวกที่ให้ความร่วมมือ และพวกที่ยอมทำตามแบบครึ่งๆ กลางๆ คือเปิดขายสลากที่แผงในราคา 80 บาท แต่ยังมีพฤติกรรมแอบรวมเลขสวยขายรวมชุดเกินราคาอยู่ดี นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มยี่ปั๊ว ซาปั๊ว ที่ตั้งแผงขายอยู่ข้างนอกอีกมากมายเป็นแสนราย ทำให้ยากต่อการควบคุมราคาขายให้เป็นมาตรฐานเดียวกันที่ 80 บาท
อีกทั้งช่วงไหนที่คณะกรรมการสลากฯ ทำท่าจะวางมือจากการลงพื้นที่เพื่อไล่กวดพวกขายสลากเกินราคา หรือไม่มีมาตรการออกมาดัดหลังพวกขายสลากเกินราคาแบบถี่ๆ เหมือนช่วงแรก ราคาสลากก็จะเริ่มดีดกลับมาเป็น 90-100 บาท/คู่อีก ด้วยเหตุผลเดิมๆ คือ ต้องขายเกินราคาเพราะรับสลากมาแพง
ดังนั้น การเร่งออก พ.ร.บ.สำนักงานสลากฯ ฉบับที่มีการแก้ไขใหม่ จะเป็นกลไกที่สำคัญในการเข้ามาควบคุมเรื่องการขายสลากเกินราคาได้ เพราะสาระสำคัญของการแก้ พ.ร.บ.ครั้งนี้จะเปิดให้สำนักงานสลากฯ สามารถออกผลิตภัณฑ์อื่น เช่น สลากออนไลน์ เพื่อให้เกิดการแข่งขันและเป็นทางเลือกให้กับประชาชนได้ เห็นได้จากช่วงที่สำนักงานสลากฯ ได้ออกสลากแบบเลขท้าย 3 และ 2 ตัว หรือหวยบนดินเมื่อกว่า 10 ปีก่อนตอนนั้นทำเอาสลากใบตาย หรือขายแทบไม่ออก บางรายถึงขั้นขายสลาก 3 ใบ 100 บาทเพื่อลดการขาดทุน
ขณะที่การบริหารจัดการสลากใบ คาดว่าน่าจะมีการเสนอให้เพิ่มช่องทางการจำหน่ายสลากผ่านร้านสะดวกซื้อ เพราะจะกระจายถึงมือประชาชนได้ทั่วประเทศในราคาตามที่กำหนดคือฉบับละ 80 บาท หมดปัญหาเรื่องการปราบปราม และการร้องเรียนเรื่องขายสลากเกินราคา แต่จะกระทบต่ออาชีพผู้ค้าสลากรายย่อย ที่เดินเร่และปั่นจักรยานขาย ทำให้คงต้องมาถกเถียงในขั้นตอนการพิจารณาก่อนร่าง พ.ร.บ.สลากฯ ฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้
ส่วนประเด็นที่บอกว่าการจำหน่ายผ่านร้านสะดวกซื้ออาจทำให้เด็กหรือเยาวชนเข้าถึงสลากได้ง่าย กรณีนี้เมื่อเทียบกับการที่เปิดให้ผู้ค้ารายย่อย พ่อค้าแม่ค้าปั่นจักรยานไปขายในชุมชนต่างๆ แม้กระทั่งขายกันในวัด หน้าโรงเรียนก็เท่ากับว่าไม่สามารถควบคุมอายุของผู้ซื้อสลากได้อยู่แล้ว นอกจากนี้จากผลการศึกษา ยังพบว่าเยาวชนส่วนใหญ่ไม่นิยมซื้อสลาก แต่จะสนใจเล่นพนันออนไลน์มากกว่า
นอกจากนี้ ในร่าง พ.ร.บ.สำนักงานสลากฯ ครั้งนี้จะมีเรื่อง “การออกใบอนุญาต และเพิ่มโทษแก่ผู้กระทำความผิด” ที่ชัดเจนและรุนแรงมากขึ้น
ก่อนหน้านี้ พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ประธานคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล เคยออกมาระบุว่า การร่างแก้ไข พ.ร.บ.สำนักงานสลากฯ ฉบับนี้ จะมีเรื่องการตรวจสอบความถูกต้องของผู้ค้าสลากโดยจะให้ขึ้นทะเบียนเพื่อจัดทำบัตรประจำตัวผู้ค้าสลาก 13 หลัก มีรูปถ่ายทุกรายเพื่อใช้ตรวจสอบ ผู้จำหน่ายจะต้องมีใบอนุญาตขายสลาก เหมือนกับใบขับขี่รถยนต์ จักรยานยนต์ ที่หากไม่มีใบอนุญาตจะมีความผิด ถูกปรับ
1 หมื่นบาท จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ วิธีการตรวจสอบจะสแกนบาร์โค้ดตรวจว่าเป็นผู้ขายตัวจริงหรือไม่ ในข้อมูลจะระบุที่ตั้งแผงค้าสลากว่าเป็นไปตามข้อมูลที่ได้ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานสลากฯ หรือไม่ เพื่อให้ง่ายต่อการสุ่มตรวจของเจ้าหน้าที่
รวมถึงแก้ไขการรับสลากของผู้ค้าที่อยู่ในมูลนิธิ องค์กร นิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ ที่ต้องดูแลรับผิดชอบสมาชิก หากมีสมาชิกรายใดขายเกินราคาและตรวจพบครบ 3 ครั้ง สมาชิกรายดังกล่าวจะถูกตัดโควตาถาวรทันที
ขณะเดียวกัน ก็ระบุโทษชัดเจนทั้งการห้ามจำหน่ายสลากบริเวณโรงเรียน และห้ามจำหน่ายให้เยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี โดยยึดตามคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ที่ลงโทษผู้จำหน่ายสลากเกินราคาคู่ละ 80 บาท รวมทั้งการกำหนดเรื่องรายได้จากการขายสลากกินแบ่งรัฐบาล รวมถึงผลิตภัณฑ์ใหม่ แบ่งเป็น เงินรางวัล 60% ส่งเข้ารัฐ 23% และค่าบริหารจัดการ 17% ที่ต้องให้ ครม.พิจารณาและเห็นชอบอีกครั้ง ส่วนการขอเสนอกันเงิน 3% เพื่อตั้งเป็นกองทุนพัฒนาสังคม ยังไม่ตัดเรื่องนี้ไป แต่จะเสนอเป็นทางเลือกให้พิจารณาว่ามีความเหมาะสมหรือไม่อย่างไรต่อไป
อย่างไรก็ตาม ระหว่างการรอกฎหมายใหม่ สำนักงานสลากฯ ก็จะยังคงเผชิญปัญหาขายสลากเกินราคาต่อไป เพราะตัวการที่ก่อให้เกิดปัญหามีจำนวนมาก การตรวจจับก็ทำได้ยาก เพราะไม่มีสถานประกอบการเป็นหลักแหล่ง ประกอบกับผู้ซื้อส่วนใหญ่ก็สมยอม
และโดยข้อเท็จจริง สุดท้ายแล้วแม้ร่างแก้ไข พ.ร.บ.สำนักงานสลากฯ ฉบับนี้จะผ่านความเห็นชอบ และมีผลบังคับใช้ภายในปีนี้หรือปีหน้า ก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะกล้าตัดสินใจให้สำนักงานสลากฯ ออกผลิตภัฑณ์ใหม่ เช่น สลากออนไลน์ หรือสลากแบบขูด ได้ทันที อาจต้องรอช่วงเวลา หรือสถานการณ์ที่เหมาะสม จึงจะมีการตัดสินใจ
เพราะหากรัฐต้องการจะจัดการเรื่องสลากเกินราคาแบบอยู่หมัด ทางเลือกมีทางเดียวคือ ต้องออกสลากออนไลน์ ขึ้นอยู่ที่ว่ารัฐบาลนี้จะกล้าตัดสินใจหรือไม่เท่านั้นเอง







