
เอกชนสนลุยไฮสปีด
ไทยเบฟแจงมีข้อดีเพียบ ค่ายซีพีขอให้รัฐเปิดประมูลก่อน
ไทยเบฟแจงมีข้อดีเพียบ ค่ายซีพีขอให้รัฐเปิดประมูลก่อน
เอกชนสนใจลงทุนรถไฟความเร็วสูง หากรัฐมีเงื่อนไขที่ดี และพร้อมจะเปิดการประมูล
นายวิเชฐ ตันติวานิช ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ เปิดเผยว่า หากมีการลงทุนโครงการรถไฟฟ้าความเร็วจะเอื้อธุรกิจในเครือทั้งหมด เพราะสามารถช่วยให้การขนส่งสินค้ามีประสิทธิภาพและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้รวดเร็ว นอกจากนี้ ยังลดต้นทุนการขนสินค้าได้ดีเมื่อเทียบกับทางเรือ ส่วนจะสนใจลงทุนหรือไม่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้บริหาร
ด้านแหล่งข่าวจากบริษัท เจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี ระบุว่า บริษัทจะพูดถึงแผนลงทุนรถไฟความเร็วสูงได้ก็ต่อเมื่อรัฐบาลเปิดประมูลแต่ละเส้นทางชัดเจน ที่ผ่านมาภาครัฐได้เชิญเอกชน 2 กลุ่มเข้าหารือเกี่ยวกับการลงทุน โดยให้กลุ่มซีพีเป็นผู้ศึกษาเส้นทางกรุงเทพฯ-ระยอง ส่วนเส้นทางกรุงเทพฯ-หัวหิน ให้กลุ่มไทยเบฟเป็นผู้ศึกษา
“ถ้าจะให้เอกชนสนใจลงทุนต้องมีเงื่อนไขอย่างไรบ้าง เพราะเป็นโครงการที่ต้องลงทุนระยะยาวมาก จึงต้องรอให้รัฐเปิดประมูลถึงจะมีความชัดเจนในเรื่องนี้” แหล่งข่าวเปิดเผย
สำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูงทั้ง 4 เส้นทาง ประกอบด้วย เส้นทางกรุงเทพฯ-พิษณุโลก-เชียงใหม่ คาดว่าช่วงเดือน พ.ย. 2559 ญี่ปุ่นจะส่งผลการศึกษาขั้นสุดท้ายให้คมนาคม และจะเริ่มสร้างช่วงกรุงเทพฯ-พิษณุโลก ก่อน
เส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย จะก่อสร้างช่วงปากช่อง-ปางอโศก ระยะทาง 3.5 กม.ก่อน ซึ่งจีนส่งแบบให้ฝ่ายไทยถอดราคาคำนวณค่าก่อสร้าง ส่วนเส้นทางกรุงเทพฯ-ระยอง และกรุงเทพฯ-หัวหิน เมื่อวันที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา รัฐบาลจูงใจให้เอกชนลงทุนทั้งงานโยธา ระบบเดินรถ และการพัฒนาพื้นที่สองข้างทางไปด้วยกัน
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ระบุว่า แม้ว่าภาครัฐจะให้สิทธิเอกชนพัฒนารถไฟความเร็วสูงและพัฒนาที่ดินไปด้วยกัน แต่เอกชนต้องคิดข้อเสนอมา เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-ระยอง มูลค่า 1.5 แสนล้านบาท เอกชนจะใช้เงินก่อสร้าง และคิดค่าตอบแทนเท่าใด หากมีการพัฒนาที่ดินสองข้างทางรถไฟความ
เร็วสูงจะคืนทุนเมื่อใด โดยภาครัฐอาจจะใช้รูปแบบการประมูลรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีเหลืองมาใช้ก็ได้ คือหากเอกชนรายใดเสนอเงื่อนไขให้ภาครัฐอุดหนุนเงินลงทุนงานโยธาน้อยที่สุดก็จะได้โครงการไป เป็นต้น
ในส่วนการพัฒนาเมืองตามแนวรถไฟความเร็วสูงนั้น ภาครัฐจะต้องลงทุนเองบางส่วน แต่จะให้เอกชนร่วมลงทุนด้วย ขณะที่ระยะเวลาที่จะให้สิทธิเอกชน เบื้องต้นภาครัฐอาจขยับระยะเวลาสัมปทานเป็น
50 ปี จากเดิม 30 ปี ส่วนโครงการรถไฟความเร็วสูงทั้งเส้นทางกรุงเทพฯ-ระยอง และกรุงเทพฯ-หัวหินนั้น ลำพังเอกชนเพียงรายเดียวไม่สามารถทำโครงการได้เองทั้งหมด จะต้องแพ็กกันเป็นพันธมิตร 4-5 ราย ตามความเก่งแต่ละด้าน







