posttoday
การเมืองสมัยป๋าเปรม : จุดเริ่มต้นและจุดพอดี

การเมืองสมัยป๋าเปรม : จุดเริ่มต้นและจุดพอดี

02 กันยายน 2559

โดย...ไชยันต์ ไชยพร

โดย...ไชยันต์ ไชยพร

ก่อน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จะเป็นนายกรัฐมนตรีในปี 2523  มีการทำรัฐประหารในปี  2521 ซึ่งเป็นการทำรัฐประหารเพื่อกระชับอำนาจหลังจากที่ทหารได้ทำรัฐประหารไปก่อนหน้านี้แล้ว ขณะเดียวกัน
หลังจากรัฐประหาร พ.ศ. 2521 พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ในฐานะที่เป็นผู้นำทำรัฐประหารได้ตัดสินใจเป็นนายกรัฐมนตรีเองแต่ต่อมามีปัญหาในสภาจึงลาออก และสภาได้ลงคะแนนเสียงไว้วางใจให้ พล.อ.เปรม ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี โดยการผลักดันจากกองทัพ

ศ.กิตติคุณ สุจิต บุญบงการ ผู้เป็นอาจารย์ของผู้เขียนได้เล่าให้ฟังว่า “หลังจากนั้นได้เกิดความพยายามในการทำรัฐประหารอีกครั้งในเดือน เม.ย. 2524 หรือเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “เมษาฮาวาย” เกิดจากความขัดแย้งเชิงอำนาจในกลุ่มของคณะทหารด้วยกันเอง มีกลุ่มทหารอันได้แก่ “กลุ่มยังเติร์ก” ที่มีความไม่พอใจทหารบางกลุ่มที่ พล.อ.เปรมให้การสนับสนุนอยู่  และกลุ่มที่ทำรัฐประหารต้องการให้ พล.อ.เปรม
ทำอะไรที่มันเด็ดขาดกว่านี้ กลุ่มยังเติร์กต้องการจะให้ พล.อ.เปรม ดำเนินการอย่างที่ยังเติร์กต้องการ

แต่ พล.อ.เปรม ไม่ยอม เกิดความขัดแย้งขึ้นในกลุ่มทหาร จริงๆ แล้วมันมีความขัดแย้งอยู่แล้ว เพราะมันมีกลุ่มทหารจำนวนหนึ่งที่ไม่พอใจยังเติร์ก คือกลุ่มรุ่น 5 ฉะนั้น มันก็มีความขัดแย้งอยู่ 2 กลุ่ม เมื่อยังเติร์กทำรัฐประหาร พวกรุ่น 5 ก็ให้การสนับสนุน พล.อ.เปรม และก็ได้ พล.อ.อาทิตย์ ที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของรุ่น 5 ซึ่งแกก็ไม่ได้ชอบยังเติร์กอยู่แล้ว มันก็เป็นเรื่องของความขัดแย้งในทหาร จริงๆ มันก็อาจจะมีความขัดแย้งในแง่ของการยอมรับในตัว พล.อ.เปรมที่ยังคงมีอยู่สูงทุกระดับ ตั้งแต่ระดับบนสุดจนถึงระดับกองทัพ ดังนั้น เมื่อ พล.อ.เปรม ไม่เอาด้วยกับยังเติร์ก ยังเติร์กก็ไปหาผู้นำคนใหม่ก็คือ พล.อ.สัณห์ จิตรปฏิมา มันก็เป็นอย่างนั้น”

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาที่การเมืองไทยค่อนข้างมีเสถียรภาพนี้เองที่ท่านอาจารย์สุจิต เห็นว่า ได้เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองต่างๆ สร้างสายสัมพันธ์กับกลุ่มต่างๆ ในสังคมและภาคธุรกิจ และการมีการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องนี้เองที่ช่วยสร้างความเป็นสถาบันให้กับการเลือกตั้ง ฝ่ายนิติบัญญัติและการเผยแพร่ค่านิยมประชาธิปไตยขึ้นในหมู่ประชาชน จนเมื่อเวลาผ่านพ้นไปแปดปี กระแสประชาธิปไตยเริ่มกลับมามีความเข้มแข็งมากขึ้น  ส่งผลให้ พล.อ.เปรม ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากประชาชน ให้ต้องเลือกระหว่างยุติบทบาททางการเมืองหรือถ้าจะยังต้องการอยู่ในการเมือง ก็จะต้องลงมาเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งในปี 2531 จากสภาวะแรงกดดันดังกล่าว พล.อ.เปรมเลือกที่จะยุติบทบาททางการเมือง ซึ่งถือเป็นการสิ้นสุดสภาวะประชาธิปไตยครึ่งใบที่นายกรัฐมนตรีไม่ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

และหลังจากนั้น ท่านอาจารย์สุจิต กล่าวว่า การเมืองไทยได้เข้าสู่สภาวะประชาธิปไตยเต็มใบอีกครั้งหนึ่งภายใต้การนำของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ หัวหน้าพรรคชาติไทย อันเป็นพรรคที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุดในสภาผู้แทนราษฎรขณะนั้น หากพิจารณาจากสถานการณ์การเมืองขณะนั้น จะพบว่า เงื่อนไขเรื่องแรงกดดันจากประชาชนให้ต้องเลือกระหว่างยุติบทบาททางการเมือง หรือถ้าจะยังต้องการอยู่ในการเมือง ก็จะต้องลงมาเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งในปี 2531 นั้น ดูจะมีน้ำหนักน้อยมาก

แต่ปัจจัยสำคัญน่าจะเป็นเรื่องความขัดแย้งระหว่าง พล.อ.เปรม กับผู้นำกองทัพคือ พล.อ.อาทิตย์ และกลุ่มยังเติร์ก ซึ่งดำเนินมาระยะหนึ่งแล้ว ก่อนจะเกิดการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักวิชาการ จำนวน 99 คน เพื่อทูลเกล้าถวายฎีกาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือ “ฎีกา 99” กล่าวคือ แม้ว่าสถานการณ์หลังการยุบสภาและเตรียมการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2531 กระแสทางการเมืองได้แปรเปลี่ยนในลักษณะ “ไม่เอาเปรม” โดยเฉพาะจากพรรคการเมืองฝ่ายค้าน

ในขณะที่กองทัพก็ยังคงนำทหาร “ตบเท้า” ให้กำลังใจ พล.อ.เปรม หลายครั้งหลายหน กับข่าวลือการปฏิวัติรัฐประหารออกมาเป็นระยะๆ จนเกิดความไม่แน่ใจว่า จะมีการเลือกตั้งขึ้นได้หรือไม่ สอดรับกับการเคลื่อนไหวทางสังคมคือ การทูลเกล้าฯถวายฎีกาการเมืองพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของกลุ่มบุคคล 99 คน ในวันที่ 27 พ.ค. 2531 เช่น ศ.ชัยอนันต์ สมุทวณิช นพ.กระแส ชนะวงศ์ ศ.ระพี สาคริก นายนิคม จันทรวิทุร คุณหญิงอัมพร มีศุข เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ุ บริพัตร และธงทอง จันทรางศุ เป็นต้น

สาระสำคัญสรุปได้ว่า ขอพระบารมีเป็นที่พึ่งเพื่อให้ผู้นำทางการเมืองวางตัวเป็นกลาง และคัดค้านการใช้กำลังทหารของชาติมาสนับสนุนสถานภาพทางการเมืองส่วนบุคคล รวมทั้งการเปิดอภิปรายที่สนามหลวงของนักศึกษาภายใต้การนำของประเสริฐ กิจสุวรรณรัตน์ เลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษา (สนนท.) ในวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2531 แต่กระนั้นก็เป็นเพียงการเคลื่อนไหวต่อต้านที่จำกัดในวงแคบๆ หาได้มีการเคลื่อนไหวในลักษณะของการกดดันที่มีน้ำหนักและมีผลต่อสังคมมากมายเท่าใดนัก

ขณะเดียวกัน พล.อ.เปรม ก็ยังได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากนายทหารคนสำคัญอย่าง พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการศูนย์สงครามพิเศษลพบุรี และยังมีพรรคการเมืองหลายพรรคที่พร้อมจะสนับสนุนให้ พล.อ.เปรม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ดังจะเห็นว่า หลังการเลือกตั้งทั่วไปปี 2531 พรรคการเมืองที่ร่วมกันเตรียมจัดตั้งรัฐบาลทั้ง 4 พรรค  อันประกอบด้วยพรรคชาติไทย กิจสังคม ประชาธิปัตย์และราษฎรได้เชิญ พล.อ.เปรม ให้มาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป แต่พล.อ.เปรม ได้ปฏิเสธ โดยกล่าวว่า “ผมพอแล้ว” นับเป็นการสิ้นสุด “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” โดยสมบูรณ์

ด้วยเหตุนี้ จึงอาจกล่าวได้ว่าเงื่อนไขที่น่าจะทำให้ พล.อ.เปรม เลือกที่จะยุติบทบาททางการเมืองก็คือ ท่าทีของ “ผู้นำ” กองทัพที่กล่าวได้ว่าเริ่มคุกรุ่นมาตั้งแต่ปี 2527 เป็นต้นมา ที่สำคัญในช่วงก่อนการเลือกตั้งดังกล่าว แม้แต่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ผบ.ทบ. และรักษาการ ผบ.สูงสุด ก็ได้กล่าวว่า “ถ้าหากทหารจะทำปฏิวัติก็สามารถที่จะทำได้ แต่ต้องอยู่ในเงื่อนไขของการให้อนุญาตของประชาชน”

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน