
นักลงทุนเมินการเมืองไทย
ประเทศไทยขึ้นชื่อว่ามีความเสี่ยงทางการเมืองมากที่สุดแห่งหนึ่งในอาเซียนในสายตานักลงทุน หลังมีการรัฐประหารเกิดขึ้นหลายครั้ง นอกจากนี้ ยังมีปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ที่ยืดเยื้อมานาน อย่างไรก็ดี นักลงทุนต่างชาติดูเหมือนจะชินชากับความไม่แน่นอนเหล่านี้ และความน่าสนใจในแง่การลงทุนของไทยก็ไม่ได้ลดลงไปเลย
ประเทศไทยขึ้นชื่อว่ามีความเสี่ยงทางการเมืองมากที่สุดแห่งหนึ่งในอาเซียนในสายตานักลงทุน หลังมีการรัฐประหารเกิดขึ้นหลายครั้ง นอกจากนี้ ยังมีปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ที่ยืดเยื้อมานาน อย่างไรก็ดี นักลงทุนต่างชาติดูเหมือนจะชินชากับความไม่แน่นอนเหล่านี้ และความน่าสนใจในแง่การลงทุนของไทยก็ไม่ได้ลดลงไปเลย
แม้การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองไปสู่ประชาธิปไตยของไทยจะมีอุปสรรคมากกว่าหลายประเทศเพื่อนบ้าน แต่ก็ไม่ได้เป็นปัจจัยกระทบการตัดสินใจต่อบรรดานักลงทุนมากนัก ตราบที่สภาพแวดล้อมด้านการลงทุนยังเอื้ออำนวยและยังแข่งขันได้
บลูมเบิร์ก เปิดเผยว่า ตลอดช่วงต้นปีที่ผ่านมามีกระแสเงินทุนไหลเข้ามาในตลาดหุ้นและตราสารหนี้สกุลเงินบาทแล้วเป็นมูลค่า 1.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.5 แสนล้านบาท) ถือว่าเป็นกระแสทุนไหลเข้าสูงที่สุดในบรรดาประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่เอเชียทั้งหมด ยกเว้นเกาหลีใต้ โดยเป็นเงินไหลเข้าตลาดพันธบัตรไทย 1.03 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.561 แสนล้านบาท) สูงที่สุดตั้งแต่ปี 2013
เอ็ดเวิร์ด อึ้ง ผู้จัดการด้านการลงทุนตราสารหนี้ของ นิกโก แอสเส็ท แมเนจเมนท์ ในสิงคโปร์ ระบุว่า เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าเศรษฐกิจไทยมีความยืดหยุ่นสูงและสามารถฟื้นตัวจากสภาวะช็อกต่างๆ ทางการเมืองได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น แม้สถานการณ์ทางการเมืองจะรุนแรงมากแค่ไหน นักลงทุนก็ยังต้องการเข้ามาแสวงหาโอกาสการลงทุนในไทยอยู่ดี
นอกจากนี้ ภาวะที่ผลตอบแทนพันธบัตรของรัฐบาลญี่ปุ่นและยุโรปติดลบในปัจจุบัน ก็ยังเป็นส่วนกระตุ้นให้นักลงทุนทั่วโลกหันมาเพิ่มการลงทุนในตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ เป็นผลให้ความต้องการพันธบัตรของประเทศเหล่านี้สูงขึ้นมากที่สุดในรอบ 4 ปี ในปีนี้
ดัชนีพันธบัตรตลาดเกิดใหม่ของเจพีมอร์แกนปรับตัวเพิ่มขึ้นมาแล้ว 15% ในปีนี้ ทำผลงานดีที่สุดตั้งแต่ปี 2009 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อของไทยที่อยู่ในระดับต่ำ ประกอบการแข็งค่าของเงินบาทและนโยบายการเงินแบบผ่อนปรน ยิ่งทำให้ตลาดตราสารหนี้ไทยน่าดึงดูดมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของไทย ปรับตัวลดลงแล้ว 0.42% ในปีนี้ แสดงว่ามีความต้องการเพิ่มสูงขึ้น และมีผลตอบแทนร่วงลงไปถึง 1.53% เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่มาเลเซียและฟิลิปปินส์เผชิญปัญหาการตรวจสอบทางการเงิน ขณะที่ค่าเงินบาทปรับตัวเพิ่มขึ้นแล้ว 4% ในปีนี้ และขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 34.50 บาท/เหรียญสหรัฐ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว







