posttoday
เศรษฐกิจซบฉุดสินเชื่อ ปีนี้อาจโตต่ำกว่าจีดีพี

เศรษฐกิจซบฉุดสินเชื่อ ปีนี้อาจโตต่ำกว่าจีดีพี

01 กันยายน 2559

โดย...เสาวรส รณเกียรติ

โดย...เสาวรส รณเกียรติ

ถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนของปีนี้ ที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานตัวเลขสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ไทย 14 แห่งในเดือน ก.ค. หดตัวถึง 9.6 หมื่นล้านบาท จากเดือนก่อนหน้า โดยมียอดคงค้างสินเชื่อทั้งระบบที่ 10.42 ล้านล้านบาท และยังหดตัวติดลบ 0.46% หากเทียบกับสิ้นปี 2558

นอกจากนี้ หากเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน สินเชื่อเดือน ก.ค. ขยายตัว 2.02% อัตราขยายตัวต่ำกว่าเดือน เม.ย. ที่สินเชื่อขยายตัว 2.1% โดยช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ สินเชื่อเคยขยายตัวสูงสุด 3.9% ในเดือน ม.ค. จากนั้นก็ชะลอตัวลงมาตลอด

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า การหดตัวของสินเชื่อในเดือน ก.ค. เป็นการหดตัวในทุกกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ตามการชำระคืนสินเชื่อ โดยเฉพาะสินเชื่อภาครัฐ สินเชื่อเพื่อผู้ประกอบการรายใหญ่ และสินเชื่อเช่าซื้อ โดยธนาคารที่มียอดสินเชื่อหดตัวมากที่สุดคือ ธนาคารกรุงไทย ลดลงมากถึง 34,904 ล้านบาท หรือลดลง 1.91% ตามมาด้วยธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ คือ ธนาคารกรุงเทพ ลดลง 24,149 ล้านบาท หรือ 1.38% ธนาคารกสิกรไทย ลดลง 10,995 ล้านบาท หรือ 0.70% และธนาคารไทยพาณิชย์ ลดลง 2,558 ล้านบาท หรือ 0.14% และธนาคารกรุงศรีอยุธยา ก็ลดลงถึง 12,229 ล้านบาท หรือ 0.99%

ขณะที่ครึ่งแรกของปีนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานว่า สินเชื่อขยายตัวในอัตราต่ำ คือ 3.3% มาจากสินเชื่อที่ปล่อยกู้เพื่อซื้อ บิ๊กซี เป็นสำคัญ ขณะที่สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ที่มีมูลค่าคิดเป็น 68% ของสินเชื่อรวม ขยายตัวเพียง 3.1% ส่วนสินเชื่ออุปโภคบริโภคขยายตัวครึ่งปีแรก 7.1% แม้จะสูงกว่าสินเชื่อธุรกิจ แต่ก็มีอัตราชะลอตัวจากไตรมาสแรกที่โต 7.4% โดยคาดว่าน่าจะมาจากการที่มาตรการสนับสนุนของภาครัฐทั้งการลดค่าโอนจดจำนอง โครงการบ้านหลังแรกที่ได้ลดภาษีหมดเวลาลง

ด้วยเหตุนี้ หลังจากเดือน ก.ค.ไปแล้ว หากธนาคารพาณิชย์ยังไม่สามารถปล่อยสินเชื่อให้กับภาคเอกชนได้เพิ่มขึ้น ก็มีโอกาสที่สิ้นปีอัตราการเติบโตของสินเชื่อจะต่ำกว่าการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ที่สำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดว่าจะโตถึง 3.5% ได้

ทั้งนี้ หากดูตัวเลขไตรมาส 2 ที่ สศช.ประกาศออกมาก็มีโอกาสที่สินเชื่อธนาคารจะขยายตัวต่ำ โดยภาคการก่อสร้างที่หดตัว 2.1% เทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัวถึง 7.0% สะท้อนว่าการปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารพาณิชย์ระยะต่อไปไม่น่าจะขยายตัวได้เหมือนช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีซื้อบ้านที่หมดลง และปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังสูง จะยังคงทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องคัดกรองผู้กู้อย่างเข้มงวด ทำให้ไตรมาสต่อไปแรงส่งจากสินเชื่อที่อยู่อาศัยอ่อนแรงลง

หรือการลงทุนภาคเอกชนที่นอกจากยังมีการใช้กำลังการผลิตต่ำประมาณ 65% ของกำลังการผลิตทั้งหมด ทำให้ไม่จำเป็นต้องลงใหม่ ผู้ประกอบการขนาดใหญ่ยังหันไประดมทุนผ่านหุ้นกู้ และชำระหนี้คืนธนาคารอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำลงมาก ตัวอย่างเช่น บริษัท ดับบลิวเอชเอ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ระดมเงินผ่านตลาดทุน รวมทั้งออกหุ้นกู้ จนสามารถชำระหนี้คืนธนาคารพาณิชย์ทั้งหมด 4 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานั้น สินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยขยายในอัตราที่ต่ำลงมาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่ถึงขั้นที่จะมีอัตราขยายตัวต่ำกว่าจีดีพีมาก่อน โดยปี 2557 สินเชื่อธนาคารพาณิชย์ขยายตัว 11% สูงกว่าจีดีพีที่ขยายตัวเพียง 0.7% ถัดมาปี 2557 สินเชื่อขยายตัว 5% ก็ยังสูงกว่าจีดีพีที่โต 3% ส่วนปี 2558 แม้เศรษฐกิจจะผันผวน แต่สินเชื่อยังขยายตัวได้ 4.3% สูงกว่าจีดีพีที่โต 3.2%

อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ระบุว่า แต่ละปีธนาคารพาณิชย์จะตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อขยายตัวสูงกว่าอัตราขยายตัวจีดีพีประมาณ 1.5-2.0 เท่า แต่ 1-2 ปีที่ผ่านมา สินเชื่อของระบบแบงก์ขยายตัวต่ำ และหากปีนี้จะขยายตัวต่ำกว่าจีดีพีก็ไม่แปลก เพราะโครงสร้างการเติบโตของจีดีพีในไตรมาส 2 มาจากการบริโภคเป็นหลัก ไม่ได้มาจากการลงทุน โดยการลงทุนภาคเอกชนโตเพียง 2.7% การซื้อเครื่องจักรเครื่องมือการผลิต ก็โตแค่ 0.7%

อมรเทพ ระบุว่า ภาพดังกล่าวทำให้เห็นว่า การปล่อยสินเชื่อเพื่อการลงทุนที่เป็นสินเชื่อหลักของธนาคารพาณิชย์คงยังไม่สามารถขยายตัวได้อย่างที่ควรจะเป็น ขณะที่ ซีไอเอ็มบี ไทย ได้ลงสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ในช่วงเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ก็พบว่ายังมียอดขายไม่ดีนัก ส่วนปัญหาภัยแล้งนั้นไม่อยากใช้คำว่าคลี่คลาย เพราะเท่าที่ดูปริมาณน้ำในเขื่อนหลักแล้ว มีปริมาณน้ำในระดับที่พ้นจากจุดต่ำสุดเท่านั้น

การปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ที่ขยายตัวในอัตราที่่ลดลงจนมีแนวโน้มเติบโตต่ำกว่าจีดีพีครั้งนี้ สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่แท้จริงของไทยในขณะนี้ได้ว่า ยังเปราะบางอยู่มาก รัฐบาลจึงคงต้องออกแรงอย่างหนักที่จะให้ภาคเอกชนรับไม้ต่อในการลงทุน เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจอีกทางหนึ่ง โดยเฉพาะการลงทุนที่ได้รับอนุมัติการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) แล้ว ควรมีนโยบายที่จะเร่งให้มีการลงทุนจริง ไม่ใช่ปล่อยให้นักลงทุนกอดใบรับส่งเสริมไว้

ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้การให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ มากมายของรัฐบาลต้องเสียเปล่าไป ทำให้อุตสาหกรรมกลุ่มนี้ไม่มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน