posttoday
ฟันหลอ

ฟันหลอ

01 กันยายน 2559

โดย...อรุณ จิรชวาลา

โดย...อรุณ จิรชวาลา

เป็นเรื่องเหลือเชื่อที่ไม่น่าจะเกิดในประเทศไหน ยกเว้นประเทศไทยอันเป็นที่รักยิ่งของเรา หลังจากรอคอยกันมา 12 ปี ตั้งแต่รถไฟฟ้าที่เรานิยมเรียกกันว่ารถใต้ดินสายแรก คือ สายสีน้ำเงิน เปิดให้บริการ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม. ก็เปิดให้บริการสายที่ 2 คือ สายสีม่วง เมื่อวันที่ 6 ส.ค.ที่ผ่านมา ความเข้าใจของคนทั่วไปที่มีมาแต่เดิมคือ ทั้งสองสายจะมีจุดเชื่อมต่อระหว่างกัน เพื่อให้เกิดความสะดวกในการเปลี่ยนถ่ายผู้โดยสาร แต่ถึงเวลาเปิดบริการจริงกลับปรากฏว่ามีฟันหลอเกิดขึ้น คือสายที่เปิดใหม่วิ่งจากบางใหญ่มาถึงเตาปูน ส่วนสายเดิมมาจากหัวลำโพงถึงบางซื่อ ทั้งสองสถานีปลายทาง คือ เตาปูนกับบางซื่อ อยู่ห่างกันเพียง 1 กิโลเมตรเศษเท่านั้น

ร้อนถึงนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ที่ต้องใช้อำนาจตามมาตรา 44 สั่งเร่งรัดให้มีการเชื่อมต่อระหว่างเตาปูนกับบางซื่อให้ได้โดยเร็วที่สุด

เข้าใจว่าการก่อสร้างพื้นฐานระหว่างทั้งสองสถานีได้ดำเนินการไปแล้ว เหลือแต่การติดตั้งระบบเดินรถ หลักๆ คือระบบสัญญาณ ระบบสื่อสาร และระบบตั๋วโดยสาร ซึ่งไม่ว่าจะมองในมุมไหนก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องยาก เพียงแต่ต้องมีการเซ็นสัญญากับบริษัทเอกชนที่จะเป็นผู้ให้บริการ

ที่น่าเจ็บปวดมากเป็นพิเศษ คือ รถไฟฟ้าทั้งสายสีน้ำเงินและสีม่วงต่างอยู่ในความดูแลของรัฐวิสาหกิจเดียวกัน คือ รฟม.ด้วยกันทั้งสิ้น

ความอื้อฉาวของเรื่องนี้ทำให้คณะกรรมการและผู้บริหารของ รฟม.เหมือนถูกไฟลนก้น รีบใช้วิธีพิเศษเจรจาจ้างบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ หรือบีอีเอ็ม ซึ่งเป็นผู้ให้บริการสายสีน้ำเงินอยู่แล้วในปัจจุบัน ให้ติดตั้งระบบเดินรถระหว่างทั้งสองสถานี โดยคาดว่าจะสามารถชงเรื่องให้ ครม.อนุมัติและเซ็นสัญญาจ้างภายในเดือน ก.ย. หลังจากนั้นคาดว่าบีอีเอ็มจะใช้เวลาติดตั้งและทดสอบระบบ 6 เดือน ก่อนจะสามารถเปิดให้บริการได้ในเดือน ก.พ.-มี.ค.ปีหน้า

ในระหว่างนี้ รฟม.ได้ประสานกับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพให้จัดรถเมล์มาวิ่งเป็นชัตเติลบัส โดยขาไปจะใช้เวลา 7 นาที ส่วนขากลับ 15-20 นาที เพราะต้องวิ่งอ้อมประมาณ 5 กิโลเมตร นอกจากนี้ก็ได้ประสานกับการรถไฟแห่งประเทศไทยให้วิ่งรถไฟชานเมือง หรือดีเซลราง ระหว่างทั้งสองสถานี ซึ่งจะใช้เวลาประมาณขาละ 7 นาที ทั้งไปและกลับ

แน่นอนว่าไม่ว่าจะขายผ้าเอาหน้ารอดอย่างไร ก็ย่อมมีความไม่สะดวกเกิดขึ้น รวมทั้งเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจของประเทศ เพราะประโยชน์ที่พึงได้จากระบบขนส่งมวลชนกลับไม่ได้เท่าที่ควร คำถามที่คาใจคนคือ เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะรถไฟฟ้าไม่ใช่เรื่องใหม่ หรือเรื่องที่เกิดขึ้นกะทันหัน แต่มีการวางแผนและมีการเตรียมการล่วงหน้านานนับสิบปี

ผมขอถือโอกาสไล่เรียงเรื่องที่เกี่ยวข้องให้ฟังเป็นข้อๆ ดังนี้

หนึ่ง แผนแม่บทโครงการขนส่งมวลชนทางรางในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยเศรษฐกิจฟองสบู่ คือในปี 2538 ตัว รฟม.เองก่อตั้งในปี 2543 ส่วนการก่อสร้างสายสีน้ำเงินเริ่มในปี 2542 ส่วนแรกยาว 20 กิโลเมตร มี 18 สถานี จากหัวลำโพงถึงบางซื่อ เปิดให้บริการในปี 2547

ในระหว่างนั้นมีความพยายามทั้งปรับเปลี่ยนเส้นทางและขยายขอบเขตการให้บริการ จนเกิดเป็นแผนแม่บทฉบับปรับปรุงปี 2547 สายสีม่วงจากบางใหญ่แต่เดิมก็เป็นส่วนหนึ่งของสายสีน้ำเงิน ต่อมาถูกแยกสายและจะมีส่วนต่อขยายจากเตาปูนไปจนถึงครุใน ส่วนสายสีน้ำเงินก็จะมีส่วนต่อขยายทั้งด้านเหนือและด้านใต้อ้อมไปบรรจบกันที่ท่าพระ กลายเป็นเส้นทางแบบวงแหวน

ช่วงรอยต่อระหว่างเตาปูนกับบางซื่อ แต่เดิมปรากฏอยู่ในสายสีม่วง ต่อมาเมื่อสายสีม่วงมีส่วนต่อขยายจากเตาปูน ช่วงรอยต่อก็ไปปรากฏอยู่ในส่วนต่อขยายด้านทิศเหนือของสายสีน้ำเงิน คือจากบางซื่อไปท่าพระจะผ่านเตาปูนเป็นสถานีแรก แต่กำหนดการเปิดให้บริการส่วนต่อขยายจะเป็นปี 2562

สอง ในปี 2527 ครม.มีมติว่าการให้บริการเดินรถของ รฟม. ไม่ควรถูกผูกขาดโดยบริษัทเอกชนรายเดียว ทำให้ รฟม.ตีความว่าส่วนต่อขยายของสายสีน้ำเงินก็อาจว่าจ้างบริษัทเอกชนรายอื่นมาให้บริการ ไม่จำเป็นต้องเป็นบีอีเอ็ม ซึ่งในความเป็นจริงเป็นตลกร้าย เพราะหมายถึงโรงจอดและศูนย์ซ่อมอาจต้องแยกจากกัน รวมทั้งการเดินทางในสายเดียวกัน ผู้โดยสารอาจต้องเปลี่ยนขบวนรถ ซึ่งก็จะกลายเป็นความไม่สะดวกและเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ

แต่นั่นก็ยังถือเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับ รฟม. ปัญหาเฉพาะหน้าที่มาถึงก่อนคือการเชื่อมต่อสายสีม่วงกับสีน้ำเงินเข้าด้วยกัน ด้วยการยืดการเดินรถด้านทิศเหนือของสายสีน้ำเงินออกไปอีกหนึ่งสถานี เมื่อ รฟม.เจรจาให้บีอีเอ็มดำเนินการ โดยมีเงื่อนไขให้เก็บค่าบริการเพิ่มในส่วนนี้ไม่เกิน 2 บาท บีอีเอ็มก็แย้งว่าการลงทุนเพิ่มสถานีเดียวแบบนี้จะทำให้บริษัทขาดทุนปีละ 2,000 ล้านบาท หากจะให้คุ้มทุนต้องเก็บค่าบริการเพิ่ม 9.50 บาท หรือมิฉะนั้นก็ต้องเป็นผู้ให้บริการส่วนต่อขยายตลอดเส้นทาง ซึ่ง รฟม.ไม่ยอม อ้างว่าขัดมติ ครม.

สาม การเจรจาต่อรองลากยาวหาข้อยุติไม่ได้ เมื่อเกิดปัญหาทุกฝ่ายต่างปฏิเสธความรับผิดชอบ แต่ในขณะเดียวกันต่างบอกว่าไม่มีใครผิด ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดีที่สุดแล้ว ลึกลงไป ฝ่ายเอกชนยืนยันว่าธุรกิจก็คือธุรกิจ เป็นไปไม่ได้ที่จะให้ยอมรับเงื่อนไขที่ทำให้ต้องแบกรับภาระขาดทุน การชี้แจงกับสังคมจึงไม่ใช่หน้าที่ของตน แต่เป็นของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง

รฟม.ก็ปฏิเสธว่าไม่ใช่ความผิดของตนเช่นกัน อำนาจการตัดสินใจอยู่ที่ ครม. ตนเพียงดำเนินการตามมติ ครม. รวมทั้งได้พยายามปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติอย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวผมคิดว่า รฟม.ขว้างงูไม่พ้นคอ ภาครัฐที่เกี่ยวข้องมี ครม. ที่มีอำนาจสูงสุด โดยจะตัดสินหรือลงมติบนพื้นฐานของข้อเสนอของกระทรวงคมนาคม ซึ่งเป็นผู้กลั่นกรองข้อมูลความคิดเห็น และข้อเสนอของ รฟม.อีกชั้นหนึ่ง รฟม.เป็นผู้รับผิดชอบการขนส่งมวลชนโดยตรง เป็นเจ้าของฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้องตลอดจนเป็นผู้ประสานงาน และเป็นคู่เจรจาของบริษัทเอกชนที่มารับสัมปทาน หากจะถือว่า ครม.ตัดสินใจผิดพลาด ก็อาจเป็นเพราะข้อมูลและการวิเคราะห์จากต้นทางคลาดเคลื่อนไม่สะท้อนข้อเท็จจริงมากกว่าอย่างอื่น

นอกจากนี้ มติ ครม.ให้ป้องกันไม่ให้การบริการเดินรถถูกผูกขาด น่าจะหมายถึงการเดินรถต่างสายกัน ไม่ได้หมายความว่าให้สายเดียวมีผู้ให้บริการมากกว่าหนึ่งราย ผมจึงอดคิดไม่ได้ว่า รฟม.ตีความมติ ครม.แบบศรีธนญชัย

ส่วนตัวผมอีกเช่นกันที่คิดว่าเรื่องนี้น่าจะต้องมีผู้รับผิดชอบ ไหนๆ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ก็ต้องใช้มาตรา 44 ช่วยแก้ปัญหาแล้ว ก็อาจถือโอกาสใช้อำนาจเดียวกันเชือดไก่ให้ลิงดูด้วย หน่วยงานภาครัฐอื่นๆ จะได้ไม่กล้าเอาเป็นเยี่ยงอย่างต่อไป

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI