posttoday
เมื่อไหร่จะพร้อม?

เมื่อไหร่จะพร้อม?

30 สิงหาคม 2559

โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์

โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์

ผมเป็นคนที่ชอบปลูกต้นไม้ทั้งไม้ดอกไม้ใบและไม้ผล งานอดิเรกที่ชอบทำคือการไปเดินชมและหาซื้อต้นไม้มาปลูกที่บ้านจนจะกลายเป็นป่ามีนก กระแต กระรอก รวมทั้งงูเขียวและงูเหลือมเข้ามาเยี่ยมเยือนเป็นแขกที่ไม่ได้รับเชิญอยู่เป็นประจำ

ที่น่าสังเกตคือเดี๋ยวนี้มีไม้พันธุ์ใหม่ออกมาวางขายจนจำชื่อไม่ได้ล้วนแล้วแต่ชื่อเพราะๆ เป็นมงคล อย่างกล้วยน้ำว้าก็มีพันธุ์ใหม่ๆ ให้ซื้อไปปลูก เช่น พันธุ์ปากช่อง พันธุ์มะลิอ่อง พันธุ์กาบขาว ฯลฯ หรืออย่างต้นไม้ที่ในอดีตไม่ปลูกในบ้านอย่างต้นลั่นทมก็กลายมาเป็นต้นไม้ยอดนิยมเพราะถูกเปลี่ยนชื่อให้น่าฟังว่าต้นลีลาวดี ก็มีพันธุ์ให้เลือกมากมายเช่น ขาวพวง เซ็กซี่พิงค์ ชมพู ร.5 เกล็ดแก้ว สุปราณี พิงค์ ฯลฯ ส่วนไม้ผลอย่างมะม่วงนั้นก็ถูกพัฒนาบ้าง เปลี่ยนชื่อบ้างมากมายจนจำไม่ได้ทั้งมะม่วงกินดิบ และมะม่วงสุก

ก็ต้องยอมรับครับว่า บางทีพันธุ์ไม้ชื่อแปลกๆ บางส่วนเป็นการเปลี่ยนชื่อหรือรีแบรนด์ไม้ให้ไพเราะเพราะพริ้งขึ้น แต่จำนวนไม่น้อยเป็นการพัฒนาสายพันธุ์ใหม่โดยฝีมือของเกษตรกรหรือนักวิชาการเกษตรของไทย

เพราะฉะนั้นการพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์พืชให้ได้ผลผลิตสูงขึ้น ทนทานต่อโรคมากขึ้นและเพิ่มคุณภาพสี กลิ่นและรสของพืชนั้น จึงไม่น่าที่จะเป็นที่สองรองใครแต่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้มีการรับรองอย่างเป็นทางการ ซึ่งอาจเป็นเพราะสายพันธุ์ยังไม่นิ่งหรือเหตุอื่นใดก็ตามทำให้เกษตรกรและนักพัฒนาพันธุ์พืชของไทยไม่ได้ประโยชน์จากสิ่งที่เรียกว่าสิทธิประโยชน์ทางปัญญาเหมือนคนในชาติที่พัฒนาแล้ว

ผมเขียนถึงเรื่องนี้ เพราะเผอิญได้อ่านคำแถลงของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศที่ออกมาในเดือน พ.ค.ปีนี้ เกี่ยวกับอนุสัญญาระหว่างประเทศที่เน้นการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่และส่งเสริมการพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ ที่ปัจจุบันมีสมาชิก 74 ประเทศ ซึ่งในจำนวนนี้ 28 ประเทศเป็นประเทศกำลังพัฒนา ส่วนในอาเซียนก็มีเวียดนามและสิงคโปร์เป็นสมาชิก ขณะที่มาเลเซียกำลังจะเข้าร่วมอนุสัญญานี้ ส่วนไหนยังไม่ได้เป็นสมาชิก ทั้งๆ ที่หลายประเทศเหล่านี้เข้าเป็นสมาชิกเพราะเห็นว่าอนุสัญญาฉบับนี้ที่มีชื่อย่อภาษาอังกฤษว่า UPOV 1991 จะเป็นกลไกที่ช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์พืชและการพัฒนาพันธุ์พืชของตนให้เป็นสากล

ความจริงถ้ามองว่าไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมและเกษตรกรไทยมีความสามารถในการพัฒนาสายพันธุ์พืชใหม่ๆ แล้ว ไทยก็ควรจะเข้าเป็นสมาชิกเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองไม่ให้ใครเข้ามาลอกเลียนแล้วเอาไปจดทะเบียนเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองและการยอมรับในนานาชาติด้วยผลแห่งอนุสัญญาฉบับนี้

แต่สาเหตุที่ไทยยังไม่เข้าเป็นสมาชิกก็เพราะเหตุผลที่มักถูกนำขึ้นเอง และทำให้ไทยเสียโอกาสบ้างหรือช้าไปบ้าง ทำให้สูญเสียผลประโยชน์ของชาติในการเข้าร่วมกลุ่มกับประเทศอื่นเพื่อสร้างโอกาสหรือปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ คือ ความไม่พร้อมที่จะปรับตัวให้เข้ากับกติกาสากล

ต้องยอมรับว่า การเข้าร่วมกลุ่มภาคีและรับเงื่อนไขและกติการะดับนานาชาติในขณะที่ยังไม่พร้อมนั้นย่อมกระทบถึงผลประโยชน์ของประเทศและกลุ่มผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นการเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะศึกษาผลกระทบ ผลดีผลเสียในการเข้าร่วมกลุ่มกับประเทศอื่น ก่อนที่จะลงนามในสนธิสัญญาฉบับใดก็ตาม

แต่ที่น่าคิดถือ เราจะได้อะไรจากการอ้างความ “ไม่พร้อม” ที่จะเข้าร่วมกลุ่มกับคนอื่น ทั้งๆ ที่โดยหลักการการเข้าร่วมกลุ่มจะช่วยพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และรักษาสิทธิอันพึงมีพึงได้ของคนไทย

ในกรณีอนุสัญญา UPOV 1991 ฉบับนี้สาเหตุหลักที่ทำให้ไทยยังไม่เข้าเป็นสมาชิกนั้นคือความวิตกที่ว่า ถ้าให้เมล็ดพันธุ์พืชได้รับความคุ้มครองแล้ว การเก็บพันธุ์พืชที่ปลูกไว้เพื่อเพาะปลูกในฤดูกาลผลิตคิดไปอย่างที่เคยทำจะทำไม่ได้ และเกษตรกรจำเป็นต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ไปเพื่อเพาะปลูกนั้น

ถ้ามองในแง่ที่ว่าเกษตรไทยหรือนักพัฒนาสายพันธุ์พืชของไทยไม่สามารถพัฒนาเมล็ดพันธุ์ที่ดีได้เอง ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์จากคนอื่นมาปลูก ก็เป็นเหตุผลที่ไม่ควรเข้าร่วมอนุสัญญา แต่ถ้ามองมุมกลับว่า ถ้าเกษตรกรไทยหรือนักพัฒนาพันธุ์พืชของไทย สามารถพัฒนาเมล็ดพันธุ์และถูกต่างชาตินำสายพันธุ์ที่พัฒนาไปเพาะปลูกโดยไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการพัฒนาเอง คนไทยจะกลายเป็นผู้เสียผลประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาได้เหมือนกัน

นอกจากนั้น การอ้างเหตุผลไม่พร้อมก็ทำให้เกษตรกรและนักวิชาการไทยขาดแรงจูงใจที่จะพัฒนาเมล็ดพันธุ์และพันธุ์พืชใหม่ๆ ต้องพึ่งพาอาศัยบริษัทที่ขายเมล็ดพันธุ์เข้ามาผูกขาดตลาดทำให้ราคาเมล็ดพันธุ์พืชแพงขึ้นอยู่ดีไม่ว่าไทยจะเข้าเป็นสมาชิกอนุสัญญานี้หรือไม่ก็ตาม เพราะฉะนั้น ความ “ไม่พร้อม” จึงน่าจะอยู่ในเงื่อนเวลาที่ชัดเจนว่า เราจะ “ไม่พร้อม” นานเท่าไร จึงจะพร้อมที่จะเข้าแข่งขันการพัฒนาเมล็ดพืช และพัฒนาสายพันธุ์ให้สมกับเป็นประเทศเกษตรกรรม และผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายใหญ่รายหนึ่งของโลก

อย่างไรก็ตามในคำแถลงของกรมเจรจาการค้าได้ระบุว่า รัฐบาลของประเทศสมาชิกสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์พืชไว้เพาะปลูกในแปลงของตนเองในฤดูกาลผลิตถัดไปได้ตามความเหมาะสมของพันธุ์พืช แต่ละชนิด

นอกจากนั้น กรมเจรจาการค้ายังชี้แจงว่าอนุสัญญา UPOV 1991 ไม่ได้มีข้อกำหนดใดๆ ในการส่งเสริมการค้าสินค้าตัดต่อพันธุกรรม...จีเอ็มโอ โดยรัฐบาลไทยยังสามารถออกกฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับเพื่อประเมินผลกระทบของพันธุ์พืชใหม่ที่มาจากการตัดต่อพันธุกรรม

นอกจากนั้น ยังระบุว่ารัฐบาลไทยสามารถกำหนดให้มีการแบ่งปันผลประโยชน์ที่ได้รับจากการปรับปรุงพันธุ์ให้กับเกษตรกรหรือชุมชนเจ้าของพันธุ์พืชใหม่ และที่สำคัญคือ ถ้าไทยเข้าเป็นสมาชิกอนุสัญญาฉบับนี้จะทำให้อิทธิพลของบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ผูกขาดธุรกิจเมล็ดพันธุ์ลดลงเพราะการคุ้มครองพันธุ์พืชที่พัฒนาใหม่จะทำให้เกิดนักปรับปรุงพันธุ์พืชเพิ่มขึ้นในอนาคต

ว่ามาถึงแค่นี้ขอสรุปว่า อนุสัญญาฉบับนี้ ก็เหมือนกับอนุสัญญาอีกหลายฉบับที่ค้างเติ่งรอการตัดสินใจว่าไทยจะเข้าร่วมเป็นสมาชิกหรือไม่ โดยมีสาเหตุว่า “ยังไม่พร้อม” ก็น่าจะถึงเวลาที่จะนำข้อสังเกตของผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้ประเทศเข้าร่วมกลุ่มกับประเทศอื่นมาพิจารณาแก้ไขให้เกิดความพร้อมอย่างเป็นจริงเป็นจังเสียทีเพราะเป็นข้อสังเกตที่เป็นประโยชน์และชี้ให้เห็นจุดอ่อนของความสามารถในการแข่งขันของประเทศดีกว่าความเห็นที่เป็นนามธรรมด้านวิชาการลอกตำราฝรั่งมาเขียนเป็นไหนๆ

เพราะฉะนั้น ถ้าอยากให้ประเทศสามารถแข่งขันในระดับสากลได้ รัฐบาลจะต้องรีบกำหนดแนวทางและเวลาในการแก้ไขปัญหาความไม่พร้อมโดยเร็ว

เอาแค่ความไม่พร้อมของ TPP กับ UPOV 1991 ก็พอแล้วในวันนี้

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI