posttoday
เศรษฐกิจติดปีกโต7.2%

เศรษฐกิจติดปีกโต7.2%

19 สิงหาคม 2553

ทีดีอาร์ไอ ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้เป็น 6.4–7.2% แนะปลดล็อก พ.ร.บ.ร่วมทุน หนุนเอกชนลงทุนลดภาระงบประมาณ

ทีดีอาร์ไอ ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้เป็น 6.4–7.2% แนะปลดล็อก พ.ร.บ.ร่วมทุน หนุนเอกชนลงทุนลดภาระงบประมาณ

นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาเศรษฐกิจส่วนรวมและกระจายรายได้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า ทีดีอาร์ไอคาดว่าในปี 2553 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวค่อนข้างสูงอยู่ในช่วง 6.4–7.2% เพิ่มขึ้นจากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวได้แค่ 5% อัตราเงินเฟ้อน่าจะอยู่ที่ระดับ 33.5%

ขณะที่ปี 2554 คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 3.5–7.1% เงินเฟ้ออยู่ระหว่าง 2–3.6% สาเหตุเพราะปัจจัยภายนอกยังมีความผันผวนสูง และยังมีความเสี่ยงว่าจะอยู่ในขาลง แม้แนวโน้มเรื่องการค้า การส่งออก และการบริการจะยังขยายตัวต่อเนื่อง

“สาเหตุที่จีดีพีปีนี้ขยายตัวได้สูง เนื่องจากเป็นการขยายตัวบนฐานที่ต่ำในปีก่อน ส่วนปีหน้าที่คาดว่าขยายได้ต่ำกว่าปีนี้ เป็นเพราะฐานปีนี้สูง ซึ่งเป็นเรื่องของเทคนิค” นายสมชัย กล่าว

ทีดีอาร์ไอได้เสนอว่ารัฐบาลควรเร่งสร้างบรรยากาศการลงทุนภายในประเทศ และควรเร่งเรื่องการลงทุนในโครงการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน หรือ PPP เนื่องจากเห็นว่าภาครัฐยังมีข้อจำกัดเรื่องการจัดทำงบประมาณ ตามความจำเป็นในการปรับปรุงสวัสดิการประชาชน รวมถึงเรื่องความล่าช้าในเรื่องการปรับปรุงระบบภาษี ซึ่งจะมีผลต่อรายได้ของภาครัฐในอนาคต

นายนิพนธ์ พัวพงศกร ประธานทีดีอาร์ไอ เสนอว่า ปัญหาสำคัญข้อหนึ่งของการพัฒนาโครงการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน เกิดจาก พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ หรือ พ.ร.บ.ร่วมทุนปี 2535 ดังนั้นจึงควรแก้ไขกฎหมาย และยกเลิกขนาดวงเงินที่เข้าข่าย พ.ร.บ.ร่วมทุน จากกว่า 1,000 ล้านบาท ต้องเข้าข่าย พ.ร.บ.ร่วมทุน เป็นไม่กำหนดวงเงิน แต่ให้กำหนดรูปแบบโครงการที่ต้องเข้า พ.ร.บ.ร่วมทุน ว่าต้องเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด ซึ่งต้องดำเนินการในลักษณะ พ.ร.บ.ร่วมทุน และควรมีการตั้งหน่วยงานอิสระ และคณะกรรมการมาสเตอร์แพลนของประเทศที่กำกับดูแลเรื่องการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศและควรลดขั้นตอนการทำงานที่ยุ่งยาก ไม่จำเป็นต้องเสนอเรื่องเข้า ครม. แต่ควรให้มีครม.ย่อย ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน รมว.คลัง และรมวง.ของกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ปลัดกระทรวงการคลัง และปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ภาคเอกชน หน่วยงานภาครัฐเช่น สภาพัฒน์ เป็นกรรมการ และให้คณะกรรมการฃุดมาสเตอร์แพลนเป็นเลขาคณะกรรมการชุด ครม. ย่อย ที่จะพิจารณาข้อมูลทั้งหมดก่อนที่จะเสนอ ครม.ใหญ่

“ ต้องยกเลิกเรื่องการกำหนดวงเงิน เพราะที่ผ่านมามีคนเสนอให้เพิ่มเป็น 5,000 หรือ 1 หมื่นล้านบาทก็เท่านั้น เพราะสูดท้ายผู้ประกอบการก็จะเสนอมูลค่าโครงการแค่ 9,999 ล้านบาทเพื่อเลี่ยงพ.ร.บ. ร่วมทุน รวมถึงควรกำหนดในกฎหมายด้วยว่า เมื่อมีการชนะประมูลในราคาที่สูงแล้ว ห้ามมีการข้อแก้ไขสัญญาเพื่อลดวงเงินในภายหลัง ” นายนิพนธ์กล่าว

ทังนี้เชื่อว่าถ้าประเทศไทยสามารถพัฒนาเรื่องโครงการลงทุนและแก้ไขพ.ร.บ. ร่วมทุนเพื่อสนับสนุนให้เอกชนลงทุนได้ จะมีผลทำให้ประเทศไทยประสบความสำเร็จในด้านการลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพเหมือนประเทศเกาหลีและอินเดีย

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค