
ธปท.สั่งปิดช่องโหว่คอลเซ็นเตอร์
โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกหนังสือถึงสถาบันการเงินทุกแห่ง เมื่อวันที่ 24 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยกำชับให้เพิ่มความเข้มงวดพิสูจน์ตัวตนของลูกค้าผ่านคอลเซ็นเตอร์ ภายหลังจากเกิดปัญหากรณีที่โจรแอบอ้างเป็นลูกค้าธนาคารกสิกรไทย ได้ขอเปลี่ยนรหัสผ่านสำหรับใช้บริการอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งจากบริการคอลเซ็นเตอร์ของธนาคาร และขโมยเงินจากบัญชีออกไป
รณดล นุ่มนนท์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ประกาศของ ธปท.ให้ถือปฏิบัติในเรื่องการตั้งรหัสผ่านใหม่ (Reset Password) ผ่านคอลเซ็นเตอร์ เพราะตามที่ปรากฏเป็นข่าวว่ามีผู้ใช้บริการทางการเงินผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ของสถาบันการเงินได้ถูกมิจฉาชีพโจรกรรมเงินในบัญชี โดยอาศัยช่องโหว่ในการขอรหัสผ่านใหม่ผ่านทางคอลเซ็นเตอร์เพื่อเข้าถึงบัญชีการทำธุรกรรมออนไลน์ของลูกค้า
ทั้งนี้ เพื่อช่วยป้องกันการเกิดทุจริตดังกล่าว ธปท.ขอความร่วมมือให้สถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดรัดกุมในการพิสูจน์ตัวตนของลูกค้าในการตั้งรหัสผ่านใหม่ผ่านคอลเซ็นเตอร์ ดังนี้
1.การตั้งคำถามเพื่อพิสูจน์ตัวตน ควรเป็นคำถามที่ยากต่อการคาดเดา และสะท้อนพฤติกรรมของลูกค้า และมาจากแหล่งข้อมูลหลายอย่าง เช่น คำถามพฤติกรรมการชำระเงิน การโอนเงิน การใช้ผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่มีกับสถาบันการเงิน เป็นต้น ขณะเดียวกันสถาบันการเงินควรควบคุมดูแลให้มีการใช้คำถามดังกล่าว พร้อมทั้งจัดให้มีการทบทวนและปรับปรุงชุดคำถามที่ใช้ในการพิสูจน์ตัวตนให้มีความรัดกุมและเหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบันอย่างสม่ำเสมอ
2.สถาบันการเงินควรใช้ข้อมูลประเภทอื่นในการพิสูจน์ตัวตนควบคู่กับการตั้งคำถามด้วย เช่น ใช้รหัสกับระบบตอบรับอัตโนมัติ (MR) ใช้เทคโนโลยีทางชีวภาพ (Biometric) อาทิ การใช้ใบหน้า เสียง ม่านตา เป็นต้น
นอกจากนี้ สถาบันการเงินควรสร้างความรู้และความตระหนักให้กับลูกค้า ในการรักษาข้อมูลความลับของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะข้อมูลที่ใช้ในการยืนยันตัวตนในการทำธุรกรรมออนไลน์ เช่น บัญชีผู้ใช้งาน (Username) รหัสผ่าน (Password) รหัสการยืนยันการทำธุรกรรม (OTP) เป็นต้น
สำหรับความคืบหน้าด้านคดีคนร้ายโจรกรรมเงินในบัญชี พันธ์สุธี มีลือกิจ ลูกค้าธนาคารกสิกรไทย จำนวน 9.8 แสนบาทนั้น พล.ต.ต.สุทธิ พวงพิกุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพระนคร ศรีอยุธยา แถลงผลการจับกุมได้ผู้ต้องหารวม 6 คน ประกอบด้วย เอกพจน์ รัตนากร อายุ 29 ปี พัฒนรสพงษ์ ก้านสนธิ์ อายุ 33 ปี สุริไกร อนุมาตย์ อายุ 30 ปี วิศรุต ศุภนาค อายุ 18 ปี สยาม เทืองผล อายุ 18 ปี และ ไนท์ นามสมมติ อายุ 17 ปี ทั้งหมดเป็นชาว จ.ราชบุรี ในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ และร่วมกันปลอมแปลงและใช้เอกสารทางราชการปลอม
ทั้งนี้ ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ทำงานเป็นทีม แบ่งหน้าที่หาเหยื่อทางเฟซบุ๊ก และติดต่อ เพื่อหาข้อมูลของเหยื่อเกี่ยวกับเลขบัญชีธนาคาร เลขบัตรประชาชน วันเดือนปีเกิด เบอร์โทร และหลอกให้เหยื่อไปสมัครใช้อินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง จากนั้นจะปลอมแปลงเอกสารของเหยื่อไปที่เครือข่ายมือถือและที่ธนาคารเพื่อสวมรอย และทำการโอนเงินจากบัญชีเหยื่อ ไปยังบัญชีอื่นที่แก๊งเตรียมไว้ รับสารภาพว่ากระทำแบบนี้มา 9 ครั้ง ได้เงินรวมกว่า 3 ล้านบาท ส่วนเงินที่ได้นำไปเล่นการพนันและเที่ยวเตร่
พล.ต.ต.สุทธิ กล่าวว่า ขอฝากเตือนประชาชนโดยเฉพาะพ่อค้าแม่ค้าที่ขายสินค้าออนไลน์ ทางเฟซบุ๊ก ควรปิดบังข้อมูลส่วนตัวที่เป็นความลับ เช่น เลข 13 หลัก วันเดือนปีเกิด รวมไปถึงข้อมูลส่วนตัวที่จะปรากฏอยู่ในตัวเฟซบุ๊ก หรือแอพต่างๆ
ด้านคดีโจรไฮเทคลักลอบปล่อยมัลแวร์ใส่ตู้เอทีเอ็มธนาคารออมสิน และโจรกรรมเงินไปกว่า 12 ล้านบาทนั้นชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า บริษัททิพยประกันภัย แสดงความประสงค์ขอจ่ายเงินชดเชยความเสียที่เกิดขึ้นแบบเต็มจำนวน 100% เป็นเงิน 12.29 ล้านบาท หลังจากนี้กรณีที่ธนาคารจะทำประกันในครั้งต่อไป จะต้องมีการเพิ่มความคุ้มครองเรื่องการเกิดโจรกรรมซอฟต์แวร์ รวมถึงความเสียหายอื่นที่จะเกิดจากพวกโจรกรรมทางไซเบอร์อีก
นอกจากนี้ บริษัทเจ้าของตู้เอทีเอ็ม เอ็นซีอาร์ ของประเทศสกอตแลนด์ ได้แจ้งความคืบหน้าเรื่องการส่งโปรแกรมแอนติมัลแวร์เวอร์ชั่นใหม่ พร้อมจะอัพระบบและรีเซตเครื่องใหม่ให้ และในกรณีที่มีเครื่องที่แก้ไขไม่ได้ บริษัทพร้อมที่จะเปลี่ยนตู้เอทีเอ็มใหม่กับธนาคาร ทั้งนี้ยอมรับว่าตู้เอทีเอ็มของเอ็นซีอาร์ ถือว่าเป็นสเปกที่ดีที่สุดในตอนนั้นๆ แล้ว เพราะปกติเวลาจะประมูลจัดซื้อจัดจ้าง ต้องมีการร่าง
ทีโออาร์ เพื่อคัดเลือกทางด้านเทคนิคที่ดี ในราคาที่เหมาะสมที่สุดอยู่แล้ว







