posttoday
โภคภัณฑ์โลกเร่งราคายาก แรงซื้อน้อยกว่าคาด-การผลิตยังล้น

โภคภัณฑ์โลกเร่งราคายาก แรงซื้อน้อยกว่าคาด-การผลิตยังล้น

25 สิงหาคม 2559

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

นับตั้งแต่ผู้บริโภคหลักอย่างจีนประสบกับเศรษฐกิจชะลอตัวลงหลังเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานมาแรมปี ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ก็ปรับตัวลดลงไปด้วย ก่อนจะเริ่มมีแนวโน้มฟื้นในปีนี้จากการเร่งลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในหลายประเทศตลาดเกิดใหม่โดยเฉพาะในกลุ่มอาเซียน ทำให้บริษัทโภคภัณฑ์หายใจหายคอได้บ้าง รวมถึงยังหวังให้ปีหน้าเป็นปีที่ดีของโภคภัณฑ์อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ราคาโภคภัณฑ์เหล่านั้นอาจไม่ฟื้นขึ้นไปมากอย่างที่หลายฝ่ายคาดไว้ จากแรงซื้อในตลาดเกิดใหม่อย่างอาเซียนยังไม่สามารถสู้ยักษ์ใหญ่อย่างจีนได้

บริษัทโภคภัณฑ์รายใหญ่จากออสเตรเลียยักษ์ใหญ่อย่างบีเอชพี บิลลิตัน หลังจากเผชิญกับผลกำไรลดลง 81% จนขาดทุน  6,390 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.2 แสนล้านบาท) แต่บีเอชพีก็ยังคงมีมุมมองบวกต่อตลาดโภคภัณฑ์ในปีหน้า

แอนดรูว์ แม็คเคนซีย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของบีเอชพี คาดการณ์ว่าตลาดโภคภัณฑ์จะมีแนวโน้มสดใส โดยแม้จีนจะยังคงซบเซาอยู่ แต่ในปี 2017 โภคภัณฑ์จะได้แรงหนุนจากตลาดเกิดใหม่อย่างอาเซียน โดยขนาดเศรษฐกิจของอาเซียนใหญ่ 5 ชาติ ได้แก่ อินโดนีเซีย ไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม จะเพิ่มขึ้น 3 เท่า เป็น 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 105 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2020 ซึ่งป็นผลมาจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

โครงสร้างพื้นฐานเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันความต้องการซื้อสินค้าโภคภัณฑ์ และแรงซื้อดังกล่าวจะช่วยผลักดันราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในท้ายที่สุดโดยเฉพาะกับเหล็ก ซึ่งสมาคมเหล็กโลกคาดการณ์ว่าการบริโภคเหล็กของอาเซียนจะอยู่ที่สูง 74.6 ล้านตัน ในปี 2017 

“คนทั่วไปมักเชื่อว่าจีนเป็นผู้กุมชะตาของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลก และคิดว่าการที่เศรษฐกิจจีนซบเซาลงจะเป็นตัวฉุดให้ตลาดไร้การเติบโตไปด้วย ทว่าที่จริงแล้วตลาดโภคภัณฑ์กำลังมีดีมานด์เพิ่มขึ้นจากประเทศตลาดเกิดใหม่เหล่านี้” นาธาน ลิม หัวหน้าฝ่ายวิจัยการจัดการความมั่งคั่งของธนาคารมอร์แกนสแตนเลย์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการบริโภคเหล็กของอาเซียนในปี 2017 ยังคงน้อยกว่าการบริโภคสำหรับจีนที่สูงถึง 626.1 ล้านตัน ในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมาเพียงเดือนเดียว

นอกจากนี้ หากมองในแง่ของมูลค่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแล้ว อาเซียนทั้งทวีปยังไม่สามารถเทียบชั้นจากจีนได้ โดยจากเว็บไซต์ของสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระบุว่า อาเซียนจะมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทั้งพลังงาน การขนส่ง เทคโนโลยีสารสนเทศ น้ำ และระบบระบายน้ำ ไปจนถึงปี 2025 และต้องการเงินทุนเฉลี่ยปีละ 1.1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.8 ล้านล้านบาท)

ตัวเลขดังกล่าวเรียกได้ว่าไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับจีนที่วางแผนจะลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 4.7 ล้านล้านหยวน (ราว 23 ล้านล้านบาท) ในโครงการขนส่งสาธารณะ 303 โครงการในอีก 3 ปีข้างหน้า หรือคิดเป็นเฉลี่ยปีละ 1.5 ล้านล้านหยวน (ราว 7.8 ล้านล้านบาท) โดยในปี 2015 ที่ผ่านมา จีนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในส่วนการขนส่งเพียงอย่างเดียวไปมากถึง 4 ล้านล้านหยวน (ราว 20 ล้านล้านบาท)

แมคไควรีย์กรุ๊ป เปิดเผยว่า ในส่วนของผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมอย่างสินค้าจากเหมืองยูทิลิตี้และการผลิตยังคงต้องพึ่งพาจีนต่อไป โดยการบริโภคแร่เหล็กของจีนคิดเป็นถึง 65% ของโลก และคิดเป็น 21% สำหรับถ่านหินและยังบริโภคทองแดงคิดเป็นราวครึ่งหนึ่งของโลกอีกด้วย

ในขณะเดียวกันปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์เริ่มฟื้นตัวในปี 2016 นี้ มาจากความพยายามของจีนที่จะลดกำลังการผลิตส่วนเกิน โดยเฉพาะในภาคส่วนเหล็กและถ่านหิน ทว่าการฟื้นตัวของราคาสินค้าโภคภัณฑ์กลับเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การลดการผลิตของจีนต้องล่าช้ามากกว่า

แม้การลดการผลิตเหล็กและถ่านหินของจีนจะช่วยให้ตลาดคืนสมดุลเร็วขึ้น หลังเหล็กถูกจากจีนท่วมตลาดโลกมานาน อย่างไรก็ตาม การลดการผลิตเหล็กกลับยังเดินหน้าไปไม่ถึงไหน ตามที่สภาเพื่อการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน (เอ็นดีอาร์ซี) เปิดเผยมาก่อนหน้านี้ว่า ช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้จีนสามารถลดกำลังผลิตเหล็กได้เพียง 47% จากเป้าที่ 45 ล้านตัน และลดกำลังผลิตถ่านหินได้เพียง 38% เท่านั้นจากเป้า 150 ล้านตัน

“การลดการผลิตจะต้องเร่งมากกว่านี้ทั่วประเทศ และกระบวนการในหลายภูมิภาคก็เป็นไปอย่างไม่ราบรื่น” โจวเฉินซิน จากเอ็นดีอาร์ซี กล่าว และระบุว่าราคาเหล็กและถ่านหินที่ปรับตัวฟื้นขึ้นทำให้บางแห่งกลับมาผลิตใหม่ และกระทบต่อความพยายามปรับลดกำลังการผลิตในบางพื้นที่

สินค้าโภคภัณฑ์อีกอย่างหนึ่งที่ฟื้นตัวมาตลอดปีนี้อย่างน้ำมัน ก็กำลังทำผลงานได้ดีท่ามกลางความหวังต่อกลุ่มผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก (โอเปก) จะสามารถหาทางออกกลุ่มนอกโอเปกในการตรึงกำลังการผลิตไว้ได้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 15% นับตั้งแต่ต้นเดือน ส.ค.นี้มา อย่างไรก็ตาม โกลด์แมน แซคส์ วาณิชธนกิจชื่อดังจากสหรัฐกลับไม่เห็นเป็นอย่างนั้น

โกลด์แมน แซคส์ เตือนว่าการคงกำลังการผลิตเอาไว้ในระดับที่การผลิตสูงนี้ จะทำให้ภาวะน้ำมันล้นตลาดยิ่งย่ำแย่ลงมากขึ้น ขณะเดียวกันสถานการณ์วุ่นวายทางการเมืองในไนจีเรีย อิรัก และลิเบีย ก็เริ่มสงบลงและจะทำให้ทั้ง 3 ประเทศกลับมาให้ความสนใจกับการผลิตน้ำมันได้อีกครั้ง และอาจทำให้น้ำมันล้นตลาด จากเดิมที่โกลด์แมน แซคส์ คาดการณ์ว่าน้ำมันจะเริ่มขาดตลาด 2.3 แสนบาร์เรล/วัน

ทันทีที่โกลด์แมน แซคส์ ออกมาเปิดเผยราคาน้ำมันขาขึ้นก็ต้องชะงักลงทันที โดยร่วงลงไปมากกว่า 1% ทั้งตลาดไนเม็กซ์และน้ำมันดิบเบรนต์

สถานการณ์ที่เอาแน่เอานอนไม่ได้นี้ อย่าเพิ่งวางใจตลาดโภคภัณฑ์จะฟื้นตัวกลับไปสู่ยุครุ่งเรืองเช่นแต่ก่อน

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา