posttoday
พรบ.คอมพ์ สมควรแก้หรือไม่?

พรบ.คอมพ์ สมควรแก้หรือไม่?

17 สิงหาคม 2559

ขณะนี้กำลังมีการพิจารณาแก้ไขพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 โดยเฉพาะมาตรา 14(1)

โดย...อานิก อัมระนันทน์

ขณะนี้กำลังมีการพิจารณาแก้ไขพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 โดยเฉพาะมาตรา 14(1) ซึ่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ควรจะต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนว่าจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม หรือจะเปิดทางให้สร้างความเสียหายต่อส่วนรวม ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม?

มาตรา 14(1) เขียนไว้ว่า “ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (1) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน”

ร่างแก้ไขล่าสุดเสนอให้ปรับวรรค (1) เป็น “โดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการนำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ หรือด้วยการนำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง เพื่อให้ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวง หรือบุคคลที่สาม หรือเพื่อให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สามทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ”

การตีกรอบเช่นนี้อาจเพิ่มเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน หากแต่เกินขอบเขต เพราะจะเปิดช่องทางให้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารอันเป็นเท็จที่ก่อความเสียหายให้แก่บุคคลหรือองค์กรที่อาจมิได้นำไปสู่การได้ซึ่งทรัพย์สินใดๆ เช่น การเผยแพร่ข่าวสารที่ก่อให้ประชาชนเกิดความเกลียดชังต่อบุคคลและองค์กร (Hate Speech) และยังมีเรื่องของการปลอมแปลงตัวตนบนอินเทอร์เน็ต (Identity Fraud) อีกด้วย

ในอดีตข่าวสารส่วนใหญ่ที่เผยแพร่ทางสื่อมวลชนก็มีกฎหมายควบคุม และมีกลไกที่สามารถควบคุมป้องกันและจับผู้กระทำผิดค่อนข้างง่าย แต่ในปัจจุบันข่าวสารจำนวนมากเผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดีย ซี่งอาจจะเป็นส่วนใหญ่ของการเสพข้อมูลของคนไทยจำนวนมาก เพราะมีการสำรวจพบว่ามีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตกว่า 38 ล้านคน   

ดังนั้นการเผยแพร่ความเท็จที่สร้างความเข้าใจผิดและความเกลียดชังจึงเป็นสิ่งที่มีผลกระทบกว้างขวาง เป็นภัยต่อสังคม โดยเฉพาะข้อมูลประเภทนี้มักจะสร้างความตื่นตูมหรือใช้วาทกรรมสะใจ ทำให้ “ระบาด” หรือถูกส่งต่อๆ กันไปง่าย ดังเช่นประเด็นการเมืองที่บิดเบือนและสร้างความเกลียดชังจนสังคมไทยแตกแยกร้าวฉาน 

ในด้านพลังงานมีการฟ้องร้องหลายคดี เช่น กรณีการตัดต่อเอกสารแล้วเผยแพร่ทางเฟซบุ๊กทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่ากระทรวงพลังงานปล่อยให้มีการขายน้ำมันให้ประเทศลาวถูกกว่าขายคนไทยถึงลิตรละ 2 บาท ซึ่งได้สร้างความไม่ไว้วางใจหรือความเกลียดชังต่อภาครัฐ เป็นความเข้าใจผิดที่กว้างขวางและค้างคามาจนปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม การฟ้องร้องต่างๆ ได้มีผลในการป้องปราม ทำให้การบิดเบือนข้อมูลพลังงานทางอินเทอร์เน็ตน้อยลงบ้าง แต่ก็ยังมีอยู่เพราะการฟ้องร้องเอาผิดในโลกออนไลน์มิใช่เรื่องง่ายๆ ดังนั้น ในทางปฏิบัติเสรีภาพในการแสดงออกอย่างไม่รับผิดชอบจะคงมีอยู่ระดับหนึ่ง

บางคนเชื่อว่าเจตนารมณ์ของมาตรานี้มิได้ต้องการให้ใช้กับ “เนื้อหา” การแสดงออกใดๆ แต่ต้องการปราบมิจฉาชีพออนไลน์ที่หลอกเอาพาสเวิร์ดของคน ด้วยการส่งอีเมลหลอก (Phishing) หรือสร้างเว็บปลอม (Farming) ขึ้นมาหลอกให้ผู้ใช้ใส่ข้อมูลที่ตนต้องการ เขาเห็นว่ากฎหมายมักถูกตีความกว้างมากเกินไป เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพการแสดงออกของประชาชนคนธรรมดาในโลกออนไลน์ และทำให้มีคดีความรกศาลโดยไม่จำเป็น 

ดิฉันเชื่อว่าเจตนารมณ์ที่กล่าวถึงนั้นมีส่วนจริง แต่ถ้าอ่านดูหลักการและเหตุผลของกฎหมายนี้จะเห็นว่ามีส่วนที่กว้างกว่าซึ่งครอบคลุม “ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จหรือมีลักษณะอันลามกอนาจาร” ที่ “ก่อให้เกิดความเสียหาย” ซึ่งรวมถึง “ความมั่นคงของรัฐ” และ “ความสงบสุขและศีลธรรมอันดีของประชาชน”

การแก้ไข พ.ร.บ.ข้างต้นจะทำให้ประเทศไทยไม่มีกฎหมายที่ป้องกันหรือปราบปรามการกระทำที่มีลักษณะเป็นการเผยแพร่เนื้อหาที่สร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) อีกต่อไป โดยเฉพาะการกระทำผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ตหรือโซเชียลมีเดีย ที่กระทบและพาดพิงบุคคลอื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะรัฐบาลผู้บริหารประเทศ รวมถึงหน่วยงานของรัฐและรัฐวิสาหกิจกับผู้บริหาร

และยังมีผลในการนิรโทษกรรมให้ผู้กระทำผิดซึ่งถูกตัดสินไปแล้วหรือที่ศาลได้รับฟ้องเพราะหลักฐานชัดเจนมาก ทำให้คนผิดย่ามใจกระทำการได้อีก อีกทั้งการบิดเบือนสร้างความเกลียดชังก็จะแพร่หลายกว่าเดิมเพราะขาดกฎหมายที่จะป้องปราม

ตัวอย่างการเผยแพร่ความเท็จที่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา อาทิ การส่งข้อความผ่านทางไลน์ให้แก่ประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ส่งผลให้เข้าใจผิดว่ารัฐธรรมนูญจะบังคับให้นับถือศาสนาพุทธ ซึ่งมีผลต่อการลงมติของประชาชนเหล่านั้น

ภายใต้กฎหมายปัจจุบัน หน่วยงานของรัฐสามารถดำเนินคดีต่อบุคคลที่ส่งข้อความเท็จตามฐานความผิด มาตรา 14(1) ของ พ.ร.บ.คอมพ์ ได้ แต่หากมาตรานี้ถูกเปลี่ยนให้บังคับกรณีการส่งความเท็จด้วย “เจตนาทุจริต” หรือฉ้อโกงเท่านั้น ก็จะไม่มีกฎหมายใดที่สามารถใช้บังคับได้

พ.ร.บ.คอมพ์ มาตรา 14(1) จึงไม่สมควรแก้ไข ทั้งนี้ เสรีภาพที่จะแฉความจริงไม่เคยถูกกระทบ! ตราบที่เป็นไปตามข้อเท็จจริงและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

กรณีการส่งข้อความอันเป็นเท็จให้แก่ประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ความเสียหายที่ร้ายแรงยิ่งกว่าการรับหรือไม่รับรัฐธรรมนูญคือ การสร้างความแตกแยกเกลียดชังในสังคมจากข้อมูลอันเป็นเท็จ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อความสงบสุขและความมั่นคงของชาติ

แล้วจะไม่มีแม้แต่การป้องปรามเชียวหรือ?

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค