posttoday

สางปัญหางานสอบสวน ปฏิรูปตำรวจต้องเห็นผล

15 สิงหาคม 2559

แผนร่างการปฏิรูปตำรวจของเมืองไทยดูเห็นภาพชัดแจ้งมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะหัวข้อ "การปฏิรูประบบการสอบสวน และการบังคับใช้กฎหมาย"

โดย...กันติพิชญ์ ใจบุญ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าแผนร่างการปฏิรูปตำรวจของเมืองไทยดูเห็นภาพชัดแจ้งมากยิ่งขึ้น เมื่อมีการขยับเดินหน้าตามแผนอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะหัวข้อ “การปฏิรูประบบการสอบสวน และการบังคับใช้กฎหมาย” ที่ถูกผลักดันจากหัวหน้าคณะทำงานอย่าง พล.ต.ท.สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) สั่งการให้รถไฟขบวนปฏิรูปสีกากีขบวนนี้เดินหน้าเต็มฝีเท้า

พล.ต.ท.สุวิระ ปูรากเหง้าของปัญหาระบบการสอบสวนที่มีมาในอดีตอย่างน่าสนใจว่า ตำรวจถือเป็นต้นน้ำของกระบวนการยุติธรรม มีความสำคัญมากต่อการอำนวยการยุติธรรมให้ประชาชน และถ้าต้นน้ำที่ทำหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานทางคดีไม่ดี หรือไม่ครบถ้วน กลางน้ำคืออัยการก็ไม่สามารถส่งฟ้องต่อศาลได้ และท้ายสุดปลายน้ำก็ไม่สามารถลงโทษคนผิดได้ ดังนั้น ต้นน้ำจึงมีความสำคัญและจำต้องเพิ่มศักยภาพการสืบสวนสอบสวนให้มีศักยภาพในขีดสูงสุด

แต่เดิมงานของตำรวจในส่วนพนักงานสอบสวน มีปัญหาและข้อขัดข้องหลายอย่าง แต่ที่สำคัญที่สุดคือจำนวนพนักงานสอบสวนมีน้อยกว่าปริมาณงานทำให้งานล้นมือและหลายต่อหลายครั้งที่ต้องทำสำนวนคดีอย่างไม่รอบคอบเพราะกรอบจำกัดทางเวลา โดยรวมทั้งหมดแล้ว 1 คดี ตั้งแต่จับกุมผู้ต้องหาต้องสอบสวนให้แล้วเสร็จภายใน 48 ชั่วโมง จากนั้นไปฝากขังต่อศาลได้อีก 6 ผลัด ผลัดละ 12 วัน รวมเป็น 72 วัน เมื่อครบต้องรีบส่งสำนวนให้อัยการพิจารณาร่างคำฟ้องก่อน 12 วัน สรุปง่ายๆ คือ ตำรวจมีเวลาเพียงแค่ 74 วัน บวกอีก 12 วันเพื่อทำสำนวนคดีให้อัยการส่งฟ้อง

และด้วยกรอบของเวลาที่จำกัดทำให้เกิดความเร่งรีบ ขาดความรอบคอบในการพิจารณาพยานหลักฐาน สอบปากคำพยาน รวมถึงการขอหมายค้นเพื่อหาหลักฐานเพิ่มซึ่งก็ต้องใช้เวลาและให้ความเห็นทางคดีในสำนวน ท้ายสุดผลเสียก็ไปปรากฏในชั้นศาล เพราะสำนวนคดีไม่สามารถสร้างความกระจ่างให้ศาลสิ้นข้อสงสัยในคดีความได้ จึงนำไปสู่การยกประโยชน์ให้กับจำเลย คือ ศาลยกฟ้อง ซึ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง

ผลเสียในรูปแบบข้างต้น ยังทำให้บางโรงพักเกิดแตกความสามัคคีระหว่างฝ่ายสอบสวนและฝ่ายสืบสวน แน่นอนว่าฝ่ายสืบสวนมีสิทธิจะคิดได้ว่า คนร้ายหลุดในคดีเพราะพนักงานสอบสวนเสียเวลาเสียแรงลงทุนตามเฝ้าคนร้ายกว่าจะจับกุมได้ พอจับมาให้ก็หลุดคดี

ขวัญกำลังใจก็เป็นส่วนสำคัญที่มีผลกระทบต่องาน เพราะพนักงานสอบสวนมีโอกาสน้อยมากที่จะเติบโตในอาชีพตามตำแหน่งหลักของตำรวจ แต่เรื่องนี้ได้รับการแก้ไขแล้ว โดย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้เพิ่มตำแหน่งในสายงานสอบสวนให้ ดั่งจะเห็นได้จากตำแหน่งที่เพิ่มขึ้น เช่น สารวัตร รองผู้กำกับการ หรือผู้กำกับการ (สอบสวน) ซึ่งสามารถโอนถ่ายไปยังหัวหน้าสถานีตำรวจได้ด้วย รวมถึงเงินประจำตำแหน่งยังให้คงเดิม ทำให้ขวัญกำลังใจของพนักงานสอบสวนกลับมาอีกครั้ง และมันเป็นผลดีต่องาน ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าได้ปฏิรูปไปเรียบร้อยแล้ว

สางปัญหางานสอบสวน  ปฏิรูปตำรวจต้องเห็นผล พล.ต.ท.สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

วกกลับไปที่ปัญหาแรกของการอำนวยการยุติธรรม พล.ต.ท.สุวิระ อธิบายว่า การแก้ไขได้สั่งการให้จัดตั้ง “ทีมบูรณาการ” ขึ้นมา เป็นการรวมตำรวจ 5 คนในหนึ่งทีมของแต่ละโรงพัก เพื่อทำคดีอาญาโดยเฉพาะ ในทีมจะประกอบไปด้วย พนักงานสอบสวนหัวหน้าทีม พนักงานสอบสวนประจำทีม ฝ่ายสืบสวน เสมียนประจำวันคดี และผู้ช่วยพนักงานสอบสวน

พล.ต.ท.สุวิระ อธิบายเพิ่มว่า ทั้งหมดจะต้องทำคดีร่วมกัน เพราะเรายึดโยงว่างานสอบสวนและงานสืบสวนไม่สามารถจะแยกออกจากกันได้ รูปแบบดังกล่าวจึงเกิดขึ้น การทำคดีจะสามารถติดตามไปพร้อมๆ กันได้ และประชาชนจะได้รับความยุติธรรมมากที่สุด ปัญหาการวิ่งเต้นคดีจะหายไปหรือลดน้อยลงทันที เพราะหากเกิดข้อผิดพลาดหรือทุจริตจากคนในทีมเพียงคนเดียว ทุกคนในทีมจะต้องร่วมรับผิดชอบ ส่วนผู้กำกับการ หัวหน้าโรงพักเองก็เช่นกัน หากพบว่าบกพร่องไม่เดินหน้าตามแผนร่วมกัน ก็จะมีสูตรย้ายออกจากพื้นที่ทันทีในเวลา 24 ชั่วโมง เพื่อให้ผู้กำกับการประจำตามกองบัญชาการ ภูธรจังหวัด เข้าไปบริหารจัดการแทน และในทุกๆ คดีที่ต้องทำงาน จะต้องรายงานให้กับผู้เสียหายทราบในแต่ละวาระด้วย

“ประโยชน์คือฝ่ายสืบสวนก็ทำการสืบและจับกุมร่วมกับฝ่ายสอบสวนอย่างเป็นระบบ การเก็บพยานหลักฐานในคดีครบถ้วน อีกทั้งยังเป็นการถ่วงดุลและตรวจสอบภายในทีมด้วยกันเอง รวมถึงพนักงานสอบสวนก็จะมีผู้ช่วยตามหน้าที่เข้ามาช่วยทำสำนวนคดีด้วย” ผู้ช่วย ผบ.ตร.ย้ำ

อย่างไรก็ตาม ในส่วนการแจ้งความที่ถือเป็นปัญหาหมักหมมสำหรับประชาชนมานานนั้น บางคนต้องรอนานกว่าจะได้พบตำรวจ หรือพบแล้วก็ไม่ได้ไปตรวจที่เกิดเหตุ หรืออิดออดต่างๆ นานา แต่ขณะนี้รูปแบบเดิมจะต้องไม่มีแล้วตามคำยืนยันของ พล.ต.ท.สุวิระ เพราะหากท้องที่เพิกเฉย ประชาชนสามารถร้องเรียนไปยังหมายเลขสายด่วน 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เป็นหมายเลขที่รับเรื่องกรณีไม่ได้รับความสะดวกขณะอยู่ที่โรงพัก ซึ่งเจ้าหน้าที่จะเร่งติดตามและหาคำตอบว่า เหตุใดถึงไม่ได้รับความสะดวกให้ ขณะที่โรงพักที่ถูกร้องเรียนก็จะถูกคาดโทษด้วยเช่นกัน

“เพราะนาทีเดียวของประชาชนที่เดือดร้อน มันรอไม่ได้จริงๆ และแผนงานที่บอกเอาไว้ ณ นาทีนี้ ประชาชนได้เห็นกันแล้ว และที่สำคัญคือ ตำรวจด้วยกันเองก็เล็งเห็นว่าถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง โดยไม่ต้องให้ใครมาบังคับ เพราะประโยชน์ตกอยู่กับประชาชน ตำรวจไม่ได้อยากให้ประชาชนมาด่าหรือหมดศรัทธา ดังนั้น เราต้องเปลี่ยนแปลง”พล.ต.ท.สุวิระ ทิ้งท้าย 

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด มาร์กเซย์ พบ ลิเวอร์พูล ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก วันนี้ 21 ม.ค.69