posttoday
ทางเลือกประชาธิปไตยไทย

ทางเลือกประชาธิปไตยไทย

11 สิงหาคม 2559

การลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา ยังคงเป็นสิ่งที่นานาชาติตั้งข้อสงสัย โดยบทความในวอชิงตันโพสต์ มองว่าไทยลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญมาแล้ว 20 ฉบับ ซึ่งรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับมีระยะเวลาการใช้งานโดยเฉลี่ยที่ 4.2 ปี โดยความถี่ในการเปลี่ยนรัฐธรรมนูญของไทยนั้นใกล้เคียงกับการเปลี่ยนรัฐบาลในหลายประเทศ

การลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา ยังคงเป็นสิ่งที่นานาชาติตั้งข้อสงสัย โดยบทความในวอชิงตันโพสต์ มองว่าไทยลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญมาแล้ว 20 ฉบับ ซึ่งรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับมีระยะเวลาการใช้งานโดยเฉลี่ยที่ 4.2 ปี โดยความถี่ในการเปลี่ยนรัฐธรรมนูญของไทยนั้นใกล้เคียงกับการเปลี่ยนรัฐบาลในหลายประเทศ

วอชิงตันโพสต์ ระบุว่า โดยทั่วไปแล้วรัฐธรรมนูญคือเครื่องมือควบคุมสถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศ เช่น การเลือกตำแหน่งผู้นำประเทศ แนวทางการบริหารงาน และขอบเขตอำนาจของรัฐบาล ซึ่งประเด็นสำคัญอยู่ที่ประชาชนภายในประเทศจะต้องยอมรับผลการเลือกตั้งและการตัดสินใจของรัฐบาล หากประชากรกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งไม่ยอมรับหลักเกณฑ์ดังกล่าว ความขัดแย้งในกลุ่มพลเมืองและการสูญเสียอำนาจของรัฐบาลมีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้น ดังเช่นสถานการณ์ทางการเมืองในไทย

นับตั้งแต่ปี 2001 ความขัดแย้งระหว่างพลเมืองไทย 2 กลุ่มใหญ่ คือ “เสื้อเหลือง” และ “เสื้อแดง” ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยฝ่ายเสื้อเหลืองส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชนชั้นกลางในเมืองหลวงและแนวร่วมเสื้อแดงส่วนใหญ่เป็นชาวชนบทที่สนับสนุนนโยบายประชานิยมของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ซึ่งส่งผลให้รัฐบาลใช้การรัฐประหารเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว จนทำให้ไทยติดอยู่ในวงจรของการเลือกตั้ง-รัฐประหาร-เปลี่ยนรัฐธรรมนูญ-และเลือกตั้งวนเวียนไปมา

ทั้งนี้ การแบ่งขั้วการเมืองในไทยยิ่งหมายความว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แทบไม่มีแนวโน้มสร้างฉันทามติที่ยั่งยืนร่วมกัน และดูเหมือนไทยไม่น่าจะสามารถหลุดพ้นวงจรข้างต้นได้ วอชิงตันโพสต์ มองว่ารัฐบาลมีทางเลือกเปลี่ยนแปลงความเป็นประชาธิปไตยในไทยอยู่ 3 ทางด้วยกัน ได้แก่

1.การสร้างประชาธิปไตยแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งเป็นแนวทางที่ชาติตะวันตกใช้ในช่วงศตวรรษที่ 19 เมื่อต้องการเผยแพร่แนวคิดประชาธิปไตยสู่ประเทศอื่นๆ เช่น การเลือกให้สิทธิออกเสียงเลือกตั้ง อย่างไรก็ดี แนวทางดังกล่าวล้าสมัยไปแล้วในปัจจุบัน เนื่องจากกลุ่มประเทศที่ไม่ได้ใช้ระบบประชาธิปไตยหลายแห่ง ให้สิทธิประชาชนออกเสียงเลือกตั้งแค่ในนาม และการเลือกตั้งแทบไม่มีความหมายหรือสร้างการเปลี่ยนแปลงใดๆ

2.อำนาจนิยมที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งมาจากใช้ระบบการแต่งตั้งตำแหน่งบริหาร รวมถึงการเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้งหากมีความจำเป็น อย่างไรก็ดีการดำเนินการดังกล่าวดูเป็นไปได้ยากเช่นกัน เนื่องจากประชาชนสามารถตรวจสอบและเผยแพร่การฉ้อโกงได้ผ่านอินเทอร์เน็ต โดยในไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ การประท้วงผลการเลือกตั้งที่ถูกบิดเบือน สามารถโค่นล้มรัฐบาลในหลายประเทศ เช่น ยูเครน จอร์เจีย และเซอร์เบีย

3.การจัดการเลือกตั้งอย่างยุติธรรม แต่จำกัดขอบเขตอำนาจประชาธิปไตย โดยแนวทางดังกล่าวอาจช่วยสร้างความพอใจให้กลุ่มคนส่วนใหญ่ที่ต้องการให้จัดการเลือกตั้งได้บ้าง ขณะที่ทำให้บรรดาผู้มีอำนาจสามารถรักษาผลประโยชน์ของกลุ่มตัวเองไว้ได้ และรัฐธรรมนูญใหม่ของไทยคือการดำเนินตามแนวทางดังกล่าว

ทั้งนี้ เมียนมาประเทศเพื่อนบ้านของไทยได้ใช้วิธีนี้มาแล้ว จากการจัดการเลือกตั้งเมื่อปีที่ผ่านมา โดยอองซานซูจี หัวหน้าพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย ได้รับคะแนนเสียงถล่มทลายในการเลือกตั้งและขึ้นปกครองประเทศในปัจจุบันตามแนวทางของรัฐบาลทหารชุดก่อนหน้า

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา